ประวัติเครื่องปั้นดินเผาของไทย


     เครื่องปั้นดินเผา มีความผูกพันกับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิต ประจำวัน บรรจุอาหารและสิ่งของ ฉะนั้นจึงได้มีการประดิษฐ์คิดค้น และปรับปรุงเทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จากการสำรวจแหล่งโบราณ คดีในประเทศไทย พบว่านับตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 เป็นต้นมา ในพื้นที่ของราชอาณาจักรไทยได้ปรากฏแหล่งเตาเผาตั้งกระจัดกระจาย อยู่มากมายหลายแห่ง รวมทั้งได้มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวน มากมายหลายชนิดทั้งที่ผลิตจากแหล่งเตาเผาในราชอาณาจักรไทยและ ที่ผลิตจากแหล่งเตาในต่างประเทศ ซึ่งได้ถูกนำมาเพื่อใช้สอยและจำหน่าย ให้กับกลุ่มชนบางกลุ่ม เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ถูกผลิตและตกแต่งด้วย เทคนิคและลวดลายที่แตกต่างกันออกไปตามความสามารถของช่างใน แต่ละท้องถิ่นหรือตามสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละชุมชน ซึ่ง บางแห่งอาจมีแหล่งดินที่อุดมสมบูรณ์เอื้ออำนวยต่อการผลิตเครื่องปั้น ดินเผา นอกจากนี้ จากการที่ชุมชนบางแห่งมีพื้นที่ติดต่อกันหรือมีการ ทำการค้าร่วมกัน จึงทำให้อิทธิพลต่าง ๆ สามารถส่งผ่านไปยังอีกชุมชน หนึ่งได้อย่างง่ายดายก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะและเทคโนโลยี ซึ่งกันและกัน

     ต่อมาจึงมีพัฒนาการของตนเอง ที่แตกต่างออกไปชุมชนบางแห่งก็อาจ มีพัฒนาการทางการผลิตที่เป็นของตนเอง โดยมิได้รับอิทธิพลจากภายนอก ซึ่งในระยะแรกจะผลิตขึ้น เพื่อใช้ในกลุ่มชนของตนเองก่อนต่อมาจึงสามารถ พัฒนาจนกลายเป็น อุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ และมีการส่งไปจำหน่ายเป็นสินค้า ออกให้แก่ชุมชนใกล้เคียง

 

เครื่องถ้วยในประเทศไทย

1. เครื่องถ้วยที่ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศไทย


- เครื่องปั้นดินเผาบ้านเก่า
- เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง
- เครื่องปั้นดินเผาบ้านปราสาท
- เครื่องปั้นดินเผาสมัยสมัยทวารวดี
- เครื่องปั้นดินเผาศรีวิชัย
- เครื่องปั้นดินเผาหริภุญไชย
- เครื่องถ้วยเขมรหรือขอม
- เครื่องปั้นดินเผาบ้านบางปูน
- เครื่องถ้วยสุโขทัย
- เครื่องถ้วยล้านนา
- เครื่องปั้นดินเผาวัดพระปรางค์
- เครื่องปั้นดินเผาบ้านชีปะขาวหาย
- เครื่องปั้นดินเผาลุ่มแม่น้ำสงคราม

2. เครื่องถ้วยที่ผลิตจากแหล่งเตาในต่างประเทศ


- เครื่องถ้วยจีน
- เครื่องถ้วยญี่ปุ่น
- เครื่องถ้วยเวียดนาม
- เครื่องถ้วยพม่า
- เครื่องถ้วยเบญจรงค์
- เครื่องถ้วยลายน้ำทอง
- ชุดถ้วยอักษรพระนาม จ ป ร
- ชุดถ้วยจักรี
- เครื่องถ้วยยุโรป

 

 

 

 

 

 

 

 


เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง

เครื่องปั้นดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์

1. เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง (อายุประมาณ 5,600 - 1,800 ปี)

     เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง เป็นเครื่องปั้นดินเผาของไทยสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่ขุดพบได้ที่หมู่บ้านบ้านเชียง จ.อุดรธานี แบ่งออกเป็น 3 สมัย คือ

- สมัยต้น (อายุประมาณ 5,600 - 3,000 ปี)
- สมัยกลาง (อายุประมาณ 3,000 - 2,300 ปี)
-
สมัยปลาย (อายุประมาณ 2,300 - 1,800 ปี)

เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงสมัยต้น

     เป็นภาชนะดินเผาสีดำ ตกแต่งด้วยลายขูดขีดและลายเชือกทาบ รูปทรงมักเป็น หม้อก้นกลม ปากผายกว้างเชิงสูง มีทั้งชนิดปลาย สอบเข้าและผายออก



เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงสมัยกลาง

     
ภาชนะส่วนใหญ่มีเนื้อดินสีขาวนวล ไหล่ลู่ ลำตัวกลมและหักเป็นสัน ก้นภาชนะ มีทั้งกลมและแหลม มักไม่มีการตกแต่งลวดลาย แต่บางชิ้นมีการตกแต่งด้วยลายขูดขีด และเขียนลวดลายสีแดงที่บริเวณไหล่ของภาชนะ



เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงสมัยปลาย

     
รูปทรงของภาชนะมีทั้งชนิดก้นกลมและชนิด มีเชิงสูง ปลายผาย ขอบปากมีสัน มีการตกแต่งด้วยการเขียนลวดลายสีแดง สีที่ใช้เขียนเรียกว่า "สีดินเทศ" ลวดลาย ที่เขียนส่วนใหญ่เป็น ลายเรขาคณิต ลายสี่เหลี่ยม ลายวงกลม ลายก้านขด ลายก้นหอย


เครื่องปั้นดินเผาบ้านปราสาท

2. เครื่องปั้นดินเผาบ้านปราสาท

     เครื่องปั้นดินเผาชนิดนี้ได้มีการขุดพบที่บริเวณบ้านปราสาทใต้ จังหวัดนคร ราชสีมา มีอายุประมาณ 3,000-1,500 ปี ลักษณะเครื่องปั้นดินเผาบ้านปราสาท มีทั้งชนิดที่ตกแต่งและไม่ตกแต่งลวดลาย โดยการตกแต่งอาจจะเป็นลายเชือกทาบ ผิวด้านนอกและด้านในเคลือบด้วยน้ำดินสีแดง ส่วนรูปทรงที่พบเป็นจานหรือคนโท ปากแตร คอแคบสูง ปากกว้างบาน ลำตัวกลมแป้น

 

 

 

เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ
 

 


ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือ

                ชาวบ้านเชียงเครือได้อพยพมาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว ซึ่งเมืองนี้อยู่ในประเทศลาวในปัจจุบัน ได้อพยพมาตั่งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านทุ่งมั่ง ปัจจุบันคือบ้านธาตุดูม อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ผู้ที่อพยพมานั้นเป็นผู้ที่มีอาชีพทางด้านกสิกรรมและหัตกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่บ้านทุ่งมั่ง มีดินเหนียวซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพยากรดิน นำมาปันเป็นเครื่องปั้นดินเผาได้ เครื่องปั้นดินเผาที่ปันนั้นส่วนมากจะเป็นประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น โอ่งน้ำ หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วย ชาม ตลอดจนเครื่องใช้อื่นๆที่จำเป็น เมื่อปันเสร็จแล้วได้นำไปเผา ปรากฏว่าเครื่องปั้นเหล่านั้นแตกร้าวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ไม่แตกร้าวเมื่อนำไปใช้ก็ไม่คงทน เปราะและแตกง่าย จากนั้นผู้ที่อพยพได้เสาะแสวงหาดินเหนียวที่มีคุณสมบัติเหมาะในการนำมาปั้นเป็นเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตของคนในสมัยนั้น ชาวบ้านได้เสาะแสวงหาอยู่เป็นเวลานานพวกเขาได้พบดินเหนียวที่ถูกไฟป่าเผาจนสุกแล้ว ใกล้ๆกับทางสายน้ำหนึ่ง บริเวณที่พบดินนั้นเป็นบริเวณที่สัตว์ป่าใช้เดินลงไปดื่มน้ำในหน้าแล้ง ดินที่พบนั้นเข้าใจว่าเป็นดินเหนียวที่ติดเท้าสัตว์ขึ้นมา พวกเขาลองหัก และทุบดูเห็นว่าดินมีความแข็งไม่แตกหรือหักง่าย  จึงได้ช่วยกันขุดเอาดินในบริเวณนั้นกลับไปปั้นแล้วนำไปเผา ปรากฏว่าเมื่อเผาแล้วไม่มีการแตกร้าว มีความคงทนไม่เปราะหรือแตกง่าย เนื่องจากแหล่งดินที่พบนั้นอยู่ไกลเกินไปยากลำบากต่อการนำดินมาปั้นยังหมู่บ้าน พวกเขาจึงได้พากันอพยพอีกครั้งหนึ่ง พากันมาตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้บริเวณที่พบแหล่งดิน เพื่อความสะดวกในการเครื่องปั้นดินเผา หัวหน้าของผู้อพยพชื่อว่า ขุนพลกัมปาลาย และนายเคน คำศรี บริเวณที่พวกเขามาตั้งถิ่นฐานอยู่นี้คือที่ตั้งของบ้านเชียงเครือในปัจจุบันนี้ ทางน้ำที่พวกเขาพบก็คือห้วยลาก หรือเครือลาก  ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ของหมู่บ้านและชาวบ้านได้ยึดเป็นอาชีพ

 

สภาพทางภูมิศาสตร์

                ตำบลเชียงเครือตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ระยะห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 16 กม.เนื้อที่ 93  ตร.กม. จำนวนหมู่บ้าน 17 หมู่บ้าน ส่วนในเขตบ้านเชียงเครือนั้นแบ่งออกเป็น 2  หมู่ คือ หมู่ 1 และหมู่ 14

                ทิศเหนือ                จรด         บ้านโคกสว่าง

                ทิศใต้                    จรด         ห้วยลากและบริเวณที่นาบ้านดอนเชียงคูณ

                ทิศตะวันออก          จรด         บ้านดอนเชียงบาลน้อย และ บ้านดอนเชียงบาลใหญ่

                ทิศตะวันตก            จรด         บ้านหนองหอย

         ลักษณะทางกายภาพเป็นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึงอีกทั้งสภาพของดินเป็นดินลูกรังไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกแต่ก็ยังพบการปลูกข้าว

         เส้นทางคมนาคม อยู่ติดถนนหลวง A12 ถนนสาย สกลนคร –นครพนม ก่อนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ สกลนคร

 แหล่งท่องเที่ยว   
        วัดพุทธไสยาราม  ตั้งอยู่บ้านเชียงเครือ หมู่ที่ 1 เจ้าอาวาสพระครูประสิทธิ โชติโก (สุมังคะ) ในวัดมีหลวงพ่อพระพุทธไสยาสย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปรางค์ไสยาสย์ขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นมาเป็นเวลานานประมาณ 100 กว่าปี และขณะนี้ทางกรม ศิลปากรได้ขึ้นบัญชีให้เป็นโบราณสถานและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งเป็นที่เคารพบูชา

 

วิวัฒนาการเครื่องปั้นดินเผาเชียงเครือ

                การทำเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือทำมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ปู่  ย่า  ตา ยาย จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งวิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้ในการทำเครื่องปั้นดินเผา จะเป็นลักษณะการถ่ายทอดในครอบครัว คือ พ่อแม่ จะฝึกการปั้นให้แก่ลูกหลาน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในการทำงานและฝึกปฏิบัติจนกระทั่งกลายเป็นความชำนาญ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีรายได้เสริมคุ้มค่าการลงทน

                การทำเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเครือนี้ เป็นอาชีพเสริมที่ว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันทางรัฐได้ยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำเครื่องปั้นดินเผา และปัจจุบันอาชีพการปั้นดินเผานี้บางครอบครัวก็ยึดเป็นอาชีพหลัก บางครอบครัวก็ทำหลังจากการทำนาเสร็จ

 

ดินและแหล่งดินที่นำมาปั้น

        ดินที่นำมาปั้นเป็นดินเหนียวเนื้อละเอียด ปัจจุบันขุดจากที่นาของนายเลิง  อุปลีย์  ซึ่งอยู่ติดกับลำห้วยลาก อยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านเชียงเครือ หมู่ที่ 14 ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเจ้าของที่นาจะขุดขายในราคา คิวละ 400 บาท ขนส่งถึงที่โดยแยกเป็นค่าดิน 200 บาทค่าคนงานขุดดิน 130 บาท ค่ารถขนส่ง 70 บาท

 

ลักษณะดินเหนียวที่นำมาปั้น         

           ดินเหนียวที่นำมาปั้นต้องเป็นดินเนื้อละเอียดไม่มีหินหรือสิ่งอื่นใดเจือปนอยู่ เมื่อนำมาปั้นขึ้นรูปทรงแล้วไม่ฉีกขาด เมื่อเผาแล้วไม่แตกร้าว  สีสวย  มีความคงทน  ซึ่งมีอยู่ 4 ลักษณะดังนี้

            1. ดินเหนียวที่มีสีเทาปนเหลือง

            2. ดินเหนียวที่มีสีเทาปนดำ

            3. ดินเหนียวที่มีสีเทาปนแดง
                                                               4. ดินเหนียวที่มีสีดำปนเหลือง

 

ขั้นตอนในการขุดดินเหนียวเพื่อนำมาปั้น

         ในการขุดดินเพื่อนำมาปั้นนั้นนิยมใช้คนขุด ไม่ใช้รถขุด เพราะจะง่ายต่อการจัดเก็บและไม่มีสิ่งเจือปน ทำให้ได้ดินตามลักษณะที่ต้องการ การใช้คนขุดดินนั้นมีขั้นตอนดังนี้

         1. ใช้เสียม ขุดเจาะเพื่อสำรวจหาดินเหนียวที่มีลักษณะความต้องการ
         2. เมื่อพบดินตามลักษณะที่ต้องการแล้วจะขุดดินเพื่อเบิกหน้าดินออก โดยจะขุดลึกลงไปประมาณ 30-40 เซนติเมตร จน
             ถึงชั้นดินเหนียว ซึ่งในการขุดเพื่อเบิกหน้าดินจะขุดเบิกเป็นหลุมๆไปตามความกว้างยาว ของแต่ละหลุมนั้นประมาณ
             2 *4 เมตร  
         3.
คนขุดจะใช้น้ำราดหน้าดินเหนียว แล้วใช้ค้อนทุบอัดดินให้แน่น แล้วใช้เสียมซึ่งทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ขุดสับดินขึ้นมาเป็น
             ก้อนๆ จนกว่าจะหมดชั้นของดินเหนียว ดินแต่ละก้อนจะมีความยาว 30-50 เซนติเมตร หนาประมาณ 15 เซนติเมตร

 

การขนส่งดินเหนียวจากแหล่งดิน

                การขนส่งดินเหนียวจากแหล่งดินนั้น  เจ้าของบ่อดินจะใช้รถกระบะบรรทุกดิน ขนส่งกับลูกค้า ตามจำนวนที่ลูกค้าสั่ง รถที่ขนส่งดินจะได้ค่าขนส่งคิวละ 70 บาท

 

สถานที่ประกอบการในการทำอาชีพเครื่องปั้นดินเผา

      สถานที่ประกอบการในการทำอาชีพเครื่องปั้นดินเผา มีสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินการและช่วยอำนวยความสะดวกในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา ดังนี้

        1.โรงเรือนสำหรับปั้น หรือผลิตเครื่องปั้นดินเผา

        2.โรงเรือนสำหรับเก็บและตากเครื่องปั้นดินเผา หลังจากการปั้นเสร็จแล้ว

        3.โรงเรือนสำหรับเก็บดินเหนียวที่ขุดมาจากบ่อดิน

        4.โรงเรือนสำหรับเตาเผา

 

    เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา

        1. เครื่องนวดดิน

        2. แป้นหมุน

        3. มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1/3 หรือ 1/4  แรง

        4. ยางนอกรถจักรยาน

        5. วีไม้
        6. เศษผ้า                  

7. ลวดเส้นเล็ก

8. ไม้ทรงกระบอก หรือขวดทรงกระบอก

9.  กระบะสำหรับแช่ดิน

10. กระบะสำหรับเก็บดินที่ผสมเสร็จแล้ว

 

ขั้นตอนในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา

                ดิน คือ ดินเหนียวเนื้อละเอียด

                ดินเชื้อ คือ ดินที่ได้จาการนำดินเหนียวแช่น้ำให้เปื่อย แล้วคลุกผสมกับแกลบในอัตราส่วน1ต่อ 3 คือ ดินเหนียว 1 ส่วน แกลบ 3 ส่วน ปั้นเป็นแผ่นกลม ตากแดดให้แห้งแล้วนำไปเผาให้สุกและร่อนด้วยตระแกรงตาถี่ๆ เพื่อให้เศษหินและสิ่งเจือปนต่างๆออก

                ทราย คือ ทรายที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป

ขั้นตอนในการผลิตเครื่องปั้นดาเผา มีดังนี้

1. นำดินเหนียวที่ขุดมาจากบ่อดิน ตากแดดให้แห้ง แล้วทุบให้เป็นก้อนเล็กๆ หลังจากนั้นนำดินไปแช่น้ำในภาชนะที่เตรียมไว้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง

2. นำทราย หรือดินเชื้อที่ร่อนเอาเศษหิน เศษสิ่งเจือปนต่างๆออกแล้ว นำมาคลุกผสมกับดินเหนียวที่แช่หมักเอาไว้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 คือ ทราย 1 ส่วน ดิน 3 ส่วน

3. นำดินเหนียวที่คลุกกับดินเชื้อเสร็จแล้วนำเข้าเครื่องนวดดิน และรีดดินออกมาเป็นเส้นกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร ออกมาทางหัวรีด ช่างปั้นจะตัดเอาดินเหนียวใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ ห่อด้วยผ้าพลาสติกเพื่อไม่ให้ถูกลม และนำไปที่แป้นหมุนเพื่อทำการปั้นชิ้นงานตามต้องการ เมื่อปั้นเสร็จแล้วจะใช้ลวดตัดและยกชิ้นงานปั้นออกจากแป้นหมุนแล้วนำไปไว้ในที่สำหรับผึ่งลมให้ชิ้นงานนั้นแห้ง

4. นำชิ้นงานปั้น ที่ปั้นเสร็จแล้วไปตาก ในการตากนั้นทำกันอยู่ 2 ขั้นตอน ดังนี้

 

               

 

 - ตากในที่ร่ม  เครื่องปั้นดินเผาทุกอย่างหลังจากปั้นเสร็จแล้วจะตากไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของอากาศ ถ้าอากาสมีความชื้นมากอาจจะตากไว้นานกว่านี้ โดยสังเกตจากสีของชิ้นงานปั้น ถ้าเป็นสีเทาขาว แสดงว่าแห้งแล้วสามารถนำออกตากแดดได้

 



 

  - ตากแดด  การตากในขั้นตอนนี้คือการตากก่อนนำงานปั้นเข้าเตาเผา โดยจะตากแดดประมาณ 1-2 วัน

 

 




5. นำงานปั้นที่ตากแดดได้ที่แล้ว เข้าเตาเผา ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาวัสดุที่ใช้ในการเผานี้ได้แก่ ฟืนแห้งและฟืนดิบ  เผาผสมกันโดยใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ชิ้นงานปั้นที่เผาก็จะสุก คนที่ทำหน้าที่เผาจะดับไฟ และเปิดประตูเตาเผาทิ้งไว้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง  เพื่อเป็นการคลายความร้อน จึงนำงานปั้นที่เผาแล้วออกจากเตา เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไปปั้น หรือผลิตเครื่องปั้นดินเผาดินเหนียว 1 คิว  เมื่อปั้นเป็นเครื่องปั้นดินเผาแล้วจะมีรายได้จากการจำหน่ายเป็นเงินประมาณ 6,000-7,000 บาท

 

การจำหน่ายและการตลาดของเครื่องปั้นดินเผา

        เครื่องปั้นดินเผาของบ้านเชียงเครือ เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงมานาน เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ราคาขายในปัจจุบัน มีตั้งแต่ราคา 5 บาท ไปจนถึงราคาสูงสุด 200 บาท ต่อชิ้นงานปั้นนั้น

 

การจำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาในปัจจุบัน

1. วางจำหน่ายให้ลูกค้าที่สัญจรผ่านไปมาทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด

2. จำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไป

3. จำหน่ายให้กับเจ้าของสวนดอกไม้ต่างๆ

4. จำหน่ายให้กับวัดทางพุทธศาสนา และคริสต์ศาสนา

5. จำหน่ายให้กับหน่วยงานทางราชการ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล พัฒนาชุมชนเกษตร

6. จำหน่ายให้กับพ่อค้าเร่ขาย

 

กลุ่มอาชีพหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา

ประธานกลุ่ม  นายเปรม บุญตาท้าว

บ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 14 ต.เชียงเครือ อ.เมือง จ.สกลนคร 47000

หมายเลขโทรศัพท์ 0-4275-4196

 

ประวัติและการบริหารจัดการ
จัดตั้งกลุ่มครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมือง จ.สกลนครและได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นทั้งกำลังนักศึกษา
คณะวิศวกรรมศาสตร์ และงบประมาณสนับสนุนตามโครงการอีสานเขียวเป็นเครื่องนวดดิน จำนวน
1 เครื่อง

กลุ่มในชุมชน
- คณะกรรมการพัฒนาสตรีระดับหมู่บ้าน (กพ.สม.)
- คณะกรรมการเยาวชนหมู่บ้าน (กยม.)
-
กลุ่มอาชีพหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา

สภาพการรวมตัว
เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มทำเครื่องปั้นดินเผา เพื่อส่งเสริมการทำเครื่องปั้นดินเผาของพื้นที่ ให้เป็นที่รู้จักและนิยมกันในพื้นที่ใกล้เคียง และอื่น ๆ จำนวนสมาชิก
30 คน

จำนวนประชากร
กลุ่มอาชีพหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา มีสมาชิกกลุ่ม 30 คน

อาชีพหลักของชุมชน/กลุ่ม
ทำนา

อาชีพรองของชุมชน/กลุ่ม
ทำหัตถกรรม

ปัญหาที่พบและสิ่งที่ชุมชนต้องการ
1.
เชื้อเพลิงที่นำมาเผาค่อนข้างหายาก และราคาแพง
2.
ขาดวัสดุที่ใช้ในการผลิต
3.
ขาดสถานที่ที่ใช้ในการผลิต

แนวทางการวิเคราะห์และแนวทางแก้ไข
1.
ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกไม้โตเร็ว
2.
ประสานงานกับ อบต. ให้ส่งเสริมจัดหาสถานที่ในการผลิต
3.
ปรับปรุงรูปแบบและเสริมทักษะของผลิตภัณฑ์ทันสมัย และสวยงาม
4.
ปรับปรุงพัฒนารูปแบบการใช้เชื้อเพลิง โดยไม่ทำลายสภาพสิ่งแวดล้อม

 

 

 

 

 

บ้านเชียง

 


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง


•ตั้งอยู่บ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี มีสถานที่ให้ชม 2 ส่วน คือส่วนที่เก็บรักษาโบราณววัตถุภายในตัวอาคารซึ่งจัดเก็บรักษาศิลปโบราณวัตถุ และวัฒนธรรม บ้านเชียงในอดีต เครื่องมือเครื่องใช้ แสดงถึงเทศโนโลยีสมัยโบราณ และสภาพแวดล้อมในอดีต ทั้งเครื่องปั้นดินเผาที่มีอายุประมาณ 4,000 - 7,500 ปี สำหรับส่วนที่ 2 นั้น เป็นพิพิธภัณฑ์เปิด อยู่ในบริเวณวัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งกรมศิลปากรได้รักษาสภาพของหลุมขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อแสดง ให้เป็นสภาพของการขุดค้นพบโครงกระดูกภาชนะดินเผาสิ่งของอื่น ๆ ที่ฝังรวมกับศพ นับเป็น
พิพิธภัณฑ์เปิดแห่งแรกในประเทศไทย เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เพราะบ้านเชียง เป็นจุดกำเนิดของอารยธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าลายเครื่องปั้นดินเผา บ้านเชียง เป็นลายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมทั้งนับเป้นมนุษย์ยุคแรกที่มีการใช้โลหะสำริดเป็นเครื่องใช้ และเครื่องประดับอีกด้วย
•เมื่อเดือนธันวาคม 2535 ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองมรดกโลก องค์การยูเนสโก ได้ลงมติ ให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในบริเวณของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง มีหมู่บ้านหัตถกรรม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่น่าสนใจ และเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของบ้านเชียง คือหมู่บ้านปั้นหม้อ ที่บ้านคำอ้อ บนเส้นทางอุดรธานี - สกลนคร อยู่ปากทางก่อนแยกเข้าบ้านเชียง หมู่บ้านเขียนสี เลียนแบบหม้อเขียนสีบ้านเชียง ที่บ้านดงเย็น ก่อนถึงบ้านเชียง 3 กิโลเมตร และหมู่บ้านทอผ้า สามกษัตริยืที่บ้านธาตุ บนเส้นทางสายอุดรธานี - สกลนคร อยู่เลยจากแยกเข้าบ้านเชียงไป 5 กิโลเมตร...


 

 

 

อุดรธานี - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเขียง

 

 


แหล่งท่องเที่ยว:

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ตั้งอยู่ที่บ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน มีสถานที่ชม 2 ส่วน คือ ส่วนที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ ภายในตัวอาคารทำการ จัดเก็บรักษาศิลปโบราณวัตถุ และวัฒนธรรมบ้านเชียงในอดีตอายุประมาณ 4,000-7,500 ปี สำหรับส่วนที่สองนั้นเป็นพิพิธ ภัณฑ์เปิดอยู่ในบริเวณวัดโพธิ์ศรีใน ซึ่งกรมศิลปากรได้รักษาสภาพของหลุมขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อแสดงให้เห็นสภาพของ การขุดค้นที่พบโครงกระดูก ภาชนะดินเผา สิ่งของอื่น ๆ ที่ฝังรวมกับศพจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดที่เป็นแหล่งโบราณคดีแห่งแรก ในประเทศไทย สำหรับเครื่องปั้นดินเผา "บ้านเชียง" เป็ฯที่รู้จักกันดีทั่วโลก เพราะ "บ้านเชียง" เป็นจุดกำเนิดของอารยธรรม ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 4,000-7,500 ปี ผ่านมาแล้ว นักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าลายเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงเป็นเครื่อง ปั้นดินเผาเขียนลายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมทั้งนับเป็นมนุษย์ยุคแรกที่มีการใช้โลหะสำริดเป็นเครื่องใช้และเครื่องประดับอีกด้วย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2535 ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองมรดกโลก องค์การยูเนสโกได้ลงมติให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง เป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง ในบริเวณของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงมีหมู่บ้านหัตถกรรม ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของ ชาวบ้านที่น่าสนใจและเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของบ้านเชียง คือ หมู่บ้านปั้นหม้อที่ บ้านคำอ้อ บนเส้นทางอุดรธานี-สกลนคร อยู่ ปากทางก่อนแยกเข้าบ้านเชียง หมู่บ้านเขียนสีเลียนแบบหม้อเขียนสีบ้านเชียง ที่บ้านปูลู ก่อนถึงบ้านเชียงราว 2 กิโลเมตร หมู่ บ้านสานกระติบข้าว ที่บ้านดงเย็นก่อนถึงบ้านเชียง 3 กิโลเมตร และหมู่บ้านทอผ้าสามกษัตริย์ที่บ้านธาตุ บนเส้นทางสายอุดรธานี- สกลนคร เลยจากทางแยกเข้าบ้านเชียงไปประมาณ 5 กิโลเมตรครับ
บ้านเชียงแหล่งมรดกโลกแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดย webcamman
 ผลงานของท่านยังปรากฏอยู่หลายอย่างจนทุกวันนี้ แม้ท่าจะวายชนม์ไปนานแล้ว ชาวบ้านยังเคารพอยู่ไม่คลาย เชื่อมั่นว่ายังมีวิญญาณของท่านอยู่ เป็นเทพารักษ์คุ้มครองที่บ้านเชียงแห่งนี้

 

 

 

 

                                                 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเขียง



บ้านเชียงเป็นชุมชนเล็กๆ คนในหมู่บ้านมีความสนิทชิดเชื้อกัน อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน แม้ว่าเทคโนโลยีและความเจริญจะเข้าถึง แต่ประเพณีและวัฒธรรมยังคงรักษาไว้ เพื่อรอรับทุกท่านตลอดเวลา และเราทุกคนควรรักษาประเพณีวัฒธรรม ทั้งสมบัติของแผ่นดินให้คงอยู่ สืบต่อไป ..คนบ้านเชียง รักบ้านเชียง..
วันที่ : 16 ก.ค. 50

 

 

 

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเขียง


วันที่ : 9 ก.ค. 50