ประวัติพระยาพิชัยดาบหัก

 

ในวันนั้นพระยาตากได้ทราบข่าวการท้าต่อยมวยของคนแปลกหน้า

กับครูมวยเมืองตากจึงอยากดู และให้ไปตามนายทองมาสอบถามถึงเหตุผลที่

นายทองดีไม่ยอมขึ้นต่อยมวย เมื่อพระยาตากได้ทราบเหตุผลและได้รู้เรื่องการ

ต่อสู้กับเสือจนฆ่าเสือตายแล้วจึงรับรองว่าจะให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น นายทองดี

ได้ชกมวยและชนะครูห้าวด้วยการที่เตะขากรรไกรครูห้าวอย่างแรง เลือดไหล

ออกปาก ออกจมูก สลบทันที ต่อจากนั้นก็ได้มีครูมวยอีกผู้หนึ่งอาสาต่อยกับ

นายทองดีแต่สู้ไม่ได้ พระยาตากเห็นฝีมือของทองดีจึงให้รางวัล 5 ตำลึง และให้รับราชการอยู่กับท่านในเมืองตาก ส่วนเด็กบุญเกิดเรียนวิชาป้องกันตัวจากนายทองดีและได้เข้ารับราชการด้วย เมื่อนายทองดีอายุได้ 21 ปีได้อุปสมบท

เป็นเวลา 1 พรรษา สึกมารับราชการได้บรรดาศักดิ์เป็น “ หลวงพิชัยอาสา ”

และได้แต่งงานเป็นหลักเป็นฐานในเมืองตาก

พ.ศ.2309 พระยาตากและหลวงพิชัยอาสาได้สู้รบกับกองทัพพม่า เพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่สามารถป้องกันเมืองไว้ได้ เพราะข้าราชการที่ในเมืองแตกความสามัคคีกัน พระยาตากรวบรวมผู้ที่สวามิภักดิ์ต่อบ้านเมืองได้ประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกมาได้ จึงเดินทางผ่านไปทาง ชลบุรี ศรีราชา ระยองและบุกเข้าตีเมืองจันทบุรี จึงพักอยู่ที่จันทบุรี 3 เดือน ทำการต่อเรือได้ 100 ลำ จึงยกกองทัพเรือมาตีกรุงธนบุรีได้สำเร็จและยกทัพไปขับไล่พม่าที่กรุงสรีอยุธยาแล้วกอบกู้เอกราชคืนจากพม่าได้ภายใน 7 เดือน

ต่อจากนั้นพระยาตากได้ถูกอัญเชิญให้เป็นเจ้ากรุงธนบุรีและพระองค์ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้หลวงพิชัยอาสาเป็น “พระยาสีหราชเดโช” ได้ออกศึกทำสงครามคู่กับพระองค์และตามเสด็จอย่างใกล้ชิดทุกครั้งทำการรบอย่างกล้าหาญ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็น “พระยาพิชัย” ไปปกครองเมืองหน้าด่านทางภาคเหนือคือเมืองพิชัย เพราะเป็นชาวพิชัยและทรงแต่งตั้งให้บุญเกิดเป็น “หมื่นหาญณรงค์”

เป็นทหารคนสนิทของพระยาพิชัย

เมื่อพระยาพิชัยเดินทางมาถึงที่เมืองพิชัยก็รีบไปหาบิดามารดา แต่บิดาได้เสียชีวิตไปแล้วจึงรับมารดาไปอยู่ด้วยที่บ้านเจ้าเมืองและได้นำข้าวของเงินทองไปให้ครูเที่ยงกับครูเมฆ พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เป็นกำนันทั้งสองคน

ต่อมาพม่าได้ยกทัพมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัยนำพลออกสู้รบกับพม่ากันอย่างชุลมุนและพระยาพิชัยได้เสียหลักล้มลง จึงเอาดาบยันดินไว้โดยแรงดาบจึงหักคามือ ส่วนหมื่นหาญณรงค์ได้ถูกกระสุนปืนทะลุอกตายคาที่ เมื่อพระยาพิชัยเห็นดังนั้นจึงโกรธพม่ามากได้ใช้ดาบดีและดาบหักไล่ฟันพม่าอย่างดุเดือดจนพม่าพ่ายแพ้ยับเยิน จากนั้นได้นำศพของหมื่นหาญณรงค์ไปจัดการศพอย่างสมเกียรติ

ตั้งแต่นั้นมาพงศาวดารก็ได้เรียกท่านว่า”พระยาพิชัยดาบหัก”และท่านได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 41 ปีในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมาบุตรหลานผู้สืบสกุลของท่านพระยาพิชัยดาบหักได้รับพระราชทานนามสกุลว่า

“วิชัยขัทคะ” ซึ่งนามสกุลนี้ยังมีอยู่เป็นอันมากในปัจจุบันนี้

 

ในปัจจุบันชาวเมืองอุตรดิตถ์ได้ระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ

ผู้กล้าหาญท่านี้ จึงสร้างอนุสาวรียืท่านพ่อพระาพิชัยไว้ที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้ลูกหลาน ได้สักการะดวงวิญญาณของท่านตราบเช่นทุกวันนี้สืบต่อไป