น้ำขึ้นน้ำลง

 

                     น้ำขึ้นน้ำลงเกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ถึงแม้ว่าดาวอาทิตย์จะมีมวล 27 ล้านเท่าของดวงจันทร์ แต่ดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากโลก 93 ล้านไมล์ ส่วนดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนั้น อยู่ห่างจากโลกเพียง 240,000 ไมล์ ดังนั้นดวงจันทร์ จึงส่งแรงดึงดูดมายังโลกมากกว่าดวงอาทิตย์ และน้ำที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์จะสูงเพียง ร้อยละ 46 ของระดับน้ำที่สูงจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์น้ำซึ่งเป็นของเหลว เมื่อถูกแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านบริเวณนั้น น้ำก็จะสูงขึ้น ไปในทิศทางเดียวกับที่ดวงจันทร์ปรากฏ และบนผิวโลกในด้านตรงข้ามกับดวงจันทร์ น้ำจะสูงขึ้นด้วย เพราะอำนาจดึงดูดของดวงจันทร์ กับของโลกไปรวมกันในทิศทางนั้น และในตำแหน่งที่คนเห็นดวงจันทร์ อยู่สุดลับขอบฟ้า ตรงนั้นน้ำจะลดลงมากที่สุด จึงเท่ากับว่ามีน้ำขึ้น น้ำลง สองแห่งบนโลกในเวลาเดียวกันน้ำจะขึ้นสูง เต็มที่ทุกๆ 12 ชั่วโมง โดยประมาณ และหลังจากน้ำขึ้นเต็มที่แล้ว ระดับน้ำจะเริ่มลดลง ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่เนื่องจากดวงจันทร์หมุนรอบโลกจากตะวันตกไปตะวันออก หนึ่งรอบกินเวลาประมาณ 29 วัน น้ำขึ้นและน้ำลงจึงช้ากว่าวันก่อน ไปประมาณ 50 นาที หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ในหนึ่งวัน หรือ 24 ชั่วโมง 50 นาที น้ำจะสูงขึ้น และลดลง 2 ครั้งความแตกต่างระหว่างระดับน้ำสูงสุดกับระดับน้ำต่ำสุด แต่ละแห่งบนโลกจะไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยจะขึ้นหรือลงประมาณ 3-10 ฟุต ซึ่งสาเหตุประการหนึ่งเกิดจากตำแหน่งของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์เมื่อโลก และดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ มาอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่ว่าดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์จะอยู่ข้างเดียว หรือคนละข้างกับโลก น้ำจะสูงขึ้นกว่าปกติ เรียกว่า น้ำเกิด (spring tide) ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง คือใกล้วันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำและเมื่อใดที่ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ อยู่ในแนวตั้งฉาก ซึ่งกันและกัน ระดับน้ำจะไม่สูงขึ้น แต่จะอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่า น้ำตาย จะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับน้ำเกิด คือใกล้วันขึ้น 8 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่น้ำขึ้นมากขึ้นน้อย ลงมากลงน้อย เกี่ยวกับขนาดรูปร่างและความลึกของท้องมหาสมุทรด้วย อย่างเช่นเกาะแก่งต่างๆ จะต้านการขึ้นลงของกระแสน้ำได้มาก ในหมู่เกาะตาฮิติ ระดับน้ำจะขึ้นสูงเพียง 1 ฟุตเท่านั้น แต่บริเวณแผ่นดินที่เป็นรูปกรวย หันปากออกไปสู่ทะเล จะรับปริมาณของน้ำได้มาก เช่นปากอ่าวของแคว้น โนวาสโคเตียน แห่งแคนดีทางตะวันออกของอเมริกาเหนือ น้ำจะขึ้นสูงถึง 40 ฟุต           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Tides

 

        กาสิก พันธุรัฐ และทานตะ เป็นสามแคว้นที่อยู่ติดกัน กาสิกอยู่ด้านเหนือสุด เป็นแคว้นที่ร่ำรวย และมีทรัพยากรมาก แต่ไม่มีทางออกทะเล พันธุรัฐอยู่กลาง ค่อนข้างอุดมสมบรูณ์ และทานตะอยู่ใต้สุด ซึ่งเป็นแคว้นที่ค่อนข้างอ่อนแอ แต่มีทางออกทะเล กาสิกต้องการทางออกทะเลเพื่อขนส่งสินค้า เพื่อการนี้ รังสิมันต์ เจ้าหลวงแห่งกาสิกจึงตัดสินใจอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งทานตะ มันต์ กริ้วมากเมื่อทรงทราบข่าวจากกองทหารที่ส่งไปรับเสด็จ เจ้าหญิงมณิสรา พระคู่หมั้นจากแคว้นทานตะ ถวายรายงานว่าเจ้าหญิงหายไปที่รอยต่อชายแดน สามแคว้นคือ กาสิก พันธุรัฐ และ ทานตะ และน่าจะเป็นไปได้ว่าเจ้าหญิงหายเข้าไปในพันธุรัฐ แล้วเหตุใดพันธุรัฐถึงไม่ส่งตัวเจ้าหญิงกลับมา นั้นเท่ากับเป็นการหมิ่นพระเกียรติของเจ้าหลวง แห่งกาสิกอย่างยิ่ง เจ้าหลวงจึงตัดสินพระทัยไปสืบข่าวนี้ด้วยพระองค์เอง แท้จริงแล้ว เจ้าหญิงมณิสราได้ตัดสินใจหลบหนีเองเพราะไม่ต้องการแต่งงานกับชายที่ไม่ได้รัก โดยเฉพาะยิ่งเป็นเจ้าหลวงกาสิก ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือทางด้านความโหดเหี้ยม เจ้าหญิงควบม้าหนีเข้ามาในชายแดนพันธุรัฐ ด้วยความที่ไม่ชำนาญในการขี่ม้ามากนัก เจ้าหญิงจึงตกจากหลังม้าทำให้ขาแพลง และยังเดินไปติดกับดักตาข่ายล่าสัตว์ของนายพรานถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ ขณะที่เจ้าหญิงกำลังสิ้นหวังและอ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากชายคนหนึ่งนั้นคือ เจ้าชายทยุติธร องค์รัชทายาทของแคว้นพันธุรัฐ เจ้าชายทยุติธรพาเจ้าหญิงมณิสราไปรักษาตัวที่ตำหนักป้อมปืน เจ้าหญิงจึงขอร้องเจ้าชายขอลี้ภัยอยู่ในพันธุรัฐ แต่ถ้าเจ้าชายยังยืนยันที่จะส่งตัวกลับ ก็จะขอให้ฆ่าตัวเองเสียดีกว่า ชายชาติทหารอย่างเจ้าชายทยุติธรจึงจำต้องอนุญาตให้เจ้าหญิงประทับอยู่ชั่วคราว เมื่อเจ้าหญิงทรรศิกา พระขนิษฐาของเจ้าชายทยุติธร ทรงทราบข่าวลับ ๆ ว่าเจ้าชายช่วยเหลือเจ้าหญิงมณิสราไว้ โดยไม่ส่งตัวกลับในกาสิกก็ร้อนใจ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้เกิดสงครามตามมาได้ จึงตัดสินใจจะไปที่ตำหนักป้อมปืนเพื่อทูลเชิญ เจ้าหญิงมณิสราเสด็จมาประทับฝ่ายในเพื่อไม่ให้เสื่อมเสียพระเกียรติ แต่ระหว่างทางขบวนเสด็จถูกกลุ่มชายชุดดำซุ่มโจมตี ม้าของเจ้าหญิงเตลิดเข้าไปในป่า พลัดหลงกับองครักษ์ เจ้าหญิงทรรศิกาหนีเข้ามาในป่าเจอกับชายชุดดำ จึงขอร้องให้ช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่าเจ้าหญิงกลับถูกวางยาสลบลงในน้ำชาเมื่อฟื้นขึ้น เจ้าหญิงทรรศิกาจึงรู้ว่าถูกเจ้าหลวงแห่งกาสิก ผู้สามารถสั่งตัดหัว ตัดมือนักโทษได้ในระหว่างเสวยโดยไม่สะทกสะท้าน จับตัวมา เจ้าหลวงพยายามสอบถามเกี่ยวกับเจ้าหญิงมณิสรา แต่เจ้าหญิงทรรศิกาก็ไม่ทรงยอมตอบคำถามใด ๆ ซ้ำยังเห็นใจเจ้าหญิงมณิสราที่ต้องโดนบังคับแต่งานกับผู้ชายโหดเหี้ยม ป่าเถื่อนเช่นนี้ เจ้าหลวงโกรธมาก จึงตัดสินใจจับเจ้าหญิงทรรศิกาไว้เป็นตัวประกัน ในขบวนมีแต่ทหารซึ่งเป็นผู้ชายทั้งนั้น เมื่อจู่ๆ ก็มีเจ้าหญิงอยู่ในขบวน เจ้าหลวงจึงสั่งให้ เบนลี ราชองค์รักษ์คู่ใจไปจ้าง กระวาน สาวชาวป่ามาเป็นนางกำนัลชั่วคราวให้เจ้าหญิงระหว่างทาง เจ้าหญิงทรรศิกาหลอกให้กระวานใส่เสื้อของพระองค์ แล้วพระองค์ก็ใส่เสื้อของกระวาน แอบขโมยม้าหนีออกไปนอกค่าย แต่กลับถูกเจ้าหลวงจับได้ ขี่ม้าไล่ตามมา เจ้าหญิงหนีไปจนถึงน้ำตกตัดสินใจกระโดดน้ำตกหนี ขอตายเสียดีกว่าตกอยู่ในเงื้อมือของเจ้าหลวงรังสิมันต์ เจ้าหลวงพาตัวเจ้าหญิงขึ้นมาจากน้ำตกได้ แต่ก็ทำให้ต้องพลัดกับขบวน เจ้าหลวงโมโหมากที่เจ้าหญิงทรรศิกาทำท่ารังเกียจพระองค์ขนาดนี้ทั้ง ๆที่ตอนแรกได้ปฏิบัติอย่างดีกับเจ้าหญิง ต่อแต่นี้ไปเจ้าหญิงจะได้รู้จักความป่าเถื่อนของชาวกาสิกจริง ๆ เสียที เจ้าหลวงรังสิมันต์พาเจ้าหญิงทรรศิกามาสมทบกับขบวนที่รออยู่ เจ้าหลวงสั่งลงโทษ ตัดมือกระวานที่ปล่อยให้เจ้าหญิงหนีไป เจ้าหญิงเข้ามาช่วยบอกว่ากระวานเป็นคนของพระองค์ ถ้าจะลงโทษกระวานก็ต้องลงโทษพระองค์ด้วย เจ้าหลวงบอกว่าตอนนี้พระองค์ไม่มีสิทธิเพราะอยู่ในฐานะเชลย แต่ตามประเพณีของชาวกาสิก ชีวิตก็แลกด้วยชีวิต ถ้าอยากให้ยกโทษให้กระวานก็ต้องเอาชีวิตมาแลกกัน เจ้าหลวงให้เรียก ราชิด ทหารคู่ใจอีกคนหนึ่ง ยืนมือให้เจ้าหญิงตัดแทนกระวาน แล้วแกล้งโยนดาบวางให้เจ้าหญิงเลือกว่าจะตัดมือใคร เจ้าหญิงอึ้งในความโหดร้ายของเจ้าหลวง จึงตัดสินใจหยิบดาบ เชือดมือตัวเอง แต่เจ้าหลวงจับไว้ทัน

อิทธิพลของดวงจันทร์ต่อโลก

 

ดวงจันทร์จัดเป็นดวงดาวที่มีอิทธิพลต่อคนเราทางด้านจิตใจ คนเรามีความหลงไหลในความสวยงามของดวงจันทร์จนบรรยาย

ออกมาเป็นกลอนหรือบทเพลง เช่น

 

 

"ดวงจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นอยู่ในนภา
ทรงกลดสดสีรัศมีทอแสงงามตา
แสงจันทร์อร่ามฉายงามส่องฟ้า
ไม่งามเท่าหน้านวลน้องยองใย"

 

บ้างก็สร้างเป็นเทพนิยายขึ้นมา บางประเทศก็มีขนบธรรมเนียมใหว้พระจันทร์กัน บางคนก็จินตนาการภาพบนดวงจันทร์เป็นรูป

กระต่ายและหญิงชราเป็นต้น นอกจากดวงจันทร์จะมีอิทธิพลทางด้านจิตใจแล้วดวงจันทร์ยังมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ทำให้เกิดปรากฎ-
การณ์ น้ำขึ้น น้ำลง(Lunar Tides) ซึ่งมีผลมาจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์นั่นเอง ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าดวงอาทิตย์และดวงดาวอื่น ๆ
พื้นผิวโลกส่วนที่เป็นพื้นน้ำจึงได้รับผลกระทบคือเกิดปรากฎการ์ณน้ำขึ้น น้ำลง ดังภาพ



รูป 23 ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง

 

ปรากฏการณ์น้ำขึ้น น้ำลง เกิดจากแรง 2 แรง คือแรงหนีศูนย์กลางและแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ หรือแรงดึงดูดของดวงจันทร์

แรงหนีศูนย์กลางเกิดจากการที่โลกและดวงจันทร์โคจรรอบจุดสมดุลร่วมกัน แรงโน้มถ่วงระหว่างโลกและดวงจันทร์จะถ่วงดุลกันไว้โดยแรง
หนีศูนย์กลางพยายามที่จะดึงให้โลกและดวงจันทร์หลุดออกจากศูนย์กลางของความถ่วง ดังนั้นด้านที่หันเข้าหาดวงจันทร์ แรงโน้มถ่วงของ
ดวงจันทร์ มีกำลังมากกว่าแรงหนีศูนย์กลางของโลกจึงทำให้น้ำถูกดึงเข้าหาดวงจันทร์ พื้นผิวน้ำจึงโป่งพองออกมาส่วนด้านของโลกที่หันออก
จากดวงจันทร์ แรงหนีศูนย์กลางมีมีกำลังมากกว่า น้ำจึงถูกดันออก พื้นผิวน้ำจึงโป่งพองออกมาด้วยเช่นกัน



รูป 24 แสดงแรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้น น้ำลง

 

การหมุนของดลกจะทำให้พื้นผิวมหาสมุทรได้รับแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และแรงหนีศูนย์กลางทั่วกันภายใน 1 วัน เมื่อเราไปชาย

ทะเลเราจึงเห็นน้ำขึ้นและน้ำลงวันละ 2 ครั้ง



รูป 25 ตำแหน่งบนโลกที่เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น-ลงประจำวัน

 

เมื่อโลกหมุนพาผู้สังเกตมาอยู่ณตำแหน่ง ก และ ค ผู้สังเกตจะเห็นน้ำทะเลขึ้น เนื่องจากโลกได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดของดวง

จันทร์ และเมื่อโลกหมุนพาผู้สังเกตมาอยู่ ณ ตำแหน่ง ข และ ง ผู้สังเกต จะเห็นน้ำลง ดังนั้นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง คนบนโลกจะเห็นน้ำขึ้น
และลง 2 เวลา การที่ดวงจันทร์โคจรไปรอบโลกวันละประมาณ 13 องศา ดังนั้นตำแหน่งที่เคยตรงกับดวงจันทร์ในวันก่อนและวันถัดไปจะ
เปลี่ยนไป กว่าโลกจะหมุนไปพบกับดวงจันทร์อีกต้องใช้เวลาประมาณ 50 นาที ทำให้คนบนโลกเห็นดวงจันทร์ขึ้น และตกช้าลงไปวันละ
50 นาที การขึ้นลงของน้ำทะเลในแต่ละบริเวณจึงช้าลง 50 นาทีด้วย



รูป 26 ตำแหน่งของดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดน้ำขึ้น-ลง ในวันขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ

 

จากรูปเมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ ณ ตำแหน่ง ก หรือ ข ซึ่งเป็นวันแรม 15 ค่ำ หรือวันขึ้น 15 ค่ำ ตำแหน่งของโลก ดวงจันทร์

และดวงอาทิตย์จะอยู่ในแนวเดียวกันทำให้โลกได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดทั้งของ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มาเสริมกัน คือ ดวงอาทิตย์
และดวงจันทร์จะร่วมกันดึงดูดน้ำทะเล ทำให้น้ำขึ้นมากเป็นพิเศษ ระดับน้ำในทะเลในวันดังกล่าว ณ ตำแหน่ง 1 และ 3 เรียกว่า น้ำเกิด
(Spring Tide) และบริเวณ ณ ตำแหน่ง 2 และ 4 น้ำจะลงต่ำสุด



รูป 27 ต่ำแหน่งของดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดน้ำขึ้น-ลง ในวันขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ

 

จากรูปเมื่อดวงจันทร์มาอยู่ ณ ตำแหน่ง ค หรือ ง จะเป็นวันขึ้น 8 ค่ำหรือแรม 8 ค่ำ ทำให้ตำแหน่งของดวงจันทร์โลก และดวง

อาทิตย์ ทำมุม90 องศาซึ่งกันและกัน แรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไม่เสริมกันเหมือนรูป24แต่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าโลก
จึงได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์มากกว่า จึงทำให้น้ำในทะเลในวันดังกล่าวณตำแหน่ง 2 และ 4 เป็น ตำแหน่งที่น้ำขึ้นน้อยที่สุด
เรียกว่าน้ำตาย (Neap tide)โดยปกติน้ำเกิดจะมีน้ำขึ้นมากกว่าปกติประมาณร้อยละ 20 ส่วน น้ำตายขึ้นน้อยกว่าปกติประมาณร้อยละ 20
ส่วนตำแหน่ง 1 และ 3 จะเป็นบริเวณที่น้ำลงน้อยที่สุด

 

การที่โลกได้รับอิทธิพลของดวงจันทร์ทำให้น้ำขึ้นลง จึงเกิดแรงดันของน้ำสามารถนำแรงดันของน้ำไปใช้ประโยชน์ได้ในด้าน

การชลประทานและการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น