สารอินทรีย์

กฤษณา ชุติมา.สุญญากาศ.”รู้ไว้ใช่ว่า ประสาวิทยาศาสตร์ เล่ม .กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2541.

 

สารจำพวกแร่ ธาตุโลหะและอโลหะ หิน ดิน ทราย เป็นต้น เมื่อบอกว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็พอเข้าใจได้ไม่ยาก ส่วนพวกสารอินทรีย์นั้นมีอยู่ในสรรพสิ่งทีมีชีวิต ได้แก่ พืช สัตว์ รวมทั้งคน เราถือว่าสิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตได้ มีการเปลี่ยนแปลงขยายพันธ์ทางธรรมชาติ ส่วนสิ่งไม่มีชีวิต เช่น โลหะ ทองแดง หรือก้อนหิน ไม่เติบโตไปจากเดิม พวกผลิตภัณฑ์ และส่วนของพืชและสัตว์ เช่น นม กิ่งไม่หัก มะม่วง น้ำตาล ซึ่งแกตัวออกมา จากวัว ต้นไม้ต้นมะม่วง ต้นอ้อย แล้ว ก็ยังจัดว่าเป็นสารอินทรีย์ด้วย สิ่งโสโครก ขยะอาหาร ของเสียจากบ้านเรือนล้วนเป็นสารอินทรีย์ กรดกำมะถันได้จัดเป็นสารอนินทรีย์ แต่กรดไขมันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไขมันสัตว์ไขมันพืชนับเป็นสารอินทรีย์ เมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าสารอินทรีย์มีพลังชีวิตที่สารอนินทรีย์ไม่มี และคนสร้างพลังชีวิตไม่ได้ ดังนั้นจึงทำสารอินทรีย์ไม่ได้ จนกระทั่ง พ.ศ. 2371 นักเคมีเยอรมันชื่อ ฟรีดริช เวอร์เลอร์ ได้ทำลายความเชื่อนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะเวอเลอร์สามารถทำยูเรีย ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่พบในปัสสาวะ ได้จากสารอนินทรีย์ คือ กรดไซยานิกกับแอมโมเนีย ต่อมาเมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาส่วนประกอบของสารอินทรีย์ซึ่งมีอยู่ใน หรือมาจากสิ่งมีชีวิต ล้วนประกอบด้วยธาตุสำคัญ 4 อย่าง คือ คาร์บอน โฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน โดยมีคาร์บอนเป็นธาตุหลัก

 

                จากที่กล่าวมาแล้วว่า สารอินทรีย์เป็นสารที่มีธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ นอกจากนี้สารอินทรีย์ส่วนใหญ่ ยังมีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ และสารอินทรีย์บางชนิดอาจมีไนโตรเจนฟอสฟอรัส และกำมะถันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สารอินทรีย์ที่พบในสิ่งมีชีวิต เรียกว่า สารชีวโมเลกุล (biological molecule)
    
นักเรียนสงสัยหรือไม่ว่า ธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนรวมตัวกับธาตุอื่นก่อให้เกิดสารอินทรีย์อะไรบ้างอย่างไร
                คาร์บอนมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 4  การรวมกับอะตอมของธาตุอื่น เกิดขึ้นจากการสร้างพันธะโคเวลนท์ โดยการใช้อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ ซึ่งเป็นได้ทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม เช่น การสร้างพันธะเดี่ยวของอีเทน  พันธะคู่ของเอทิลีน  และพันธะสามของอะเซทิลีน ดังภาพที่  6  

สารอินทรีย์
       
จากที่กล่าวมาแล้วว่า สารอินทรีย์เป็นสารที่มีธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ นอกจากนี้สารอินทรีย์ส่วนใหญ่ ยังมีธาตุออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ และสารอินทรีย์บางชนิดอาจมีไนโตรเจนฟอสฟอรัส และกำมะถันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สารอินทรีย์ที่พบในสิ่งมีชีวิต เรียกว่า สารชีวโมเลกุล (biological molecule)

                นักเรียนสงสัยหรือไม่ว่า ธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนรวมตัวกับธาตุอื่นก่อให้เกิดสารอินทรีย์อะไรบ้างอย่างไร
                คาร์บอนมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 4  การรวมกับอะตอมของธาตุอื่น เกิดขึ้นจากการสร้างพันธะโคเวลนท์ โดยการใช้อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ ซึ่งเป็นได้ทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม เช่น การสร้างพันธะเดี่ยวของอีเทน  พันธะคู่ของเอทิลีน  และพันธะสามของอะเซทิลีน ดังภาพที่  6

 <![endif]> 

                                  อีเทน                                                                     เอทิลีน                                      อะเซทิลีน

 

ตารางที่  1 หมู่ฟังก์ชันที่พบในสารอินทรีย์บางชนิด

หมู่ฟังก์ชัน

ชื่อ

โครงสร้าง

แหล่งที่พบ

ไฮดรอกซิล

(hydroxyl)

 

น้ำตาล กลีเซอรอล

คาร์บอนซิล

(carboxyl)

 

กรดไขมัน กรดอะมิโน

คาร์บอนิลกลุ่มคีโตน

(ketone)

 

น้ำตาล

คาร์บอนิลกลุ่มอัลดีไฮด์

(aldehyde)

 

 

น้ำตาล

อะมิโน

(amino)

 

กรดอะมิโน โปรตีน

ซัลฟ์ไฮดริล

(sulfhydryl)

 

กรดอะมิโน โปรตีน

 

ฟอสเฟต

(phosphate)

 

 

ฟอสโฟลิพิด นิวคลีโอไทด์

กรดนิวคลีอิก

R แทนหมู่อะตอมไฮโดรคาร์บอน

     สารอินทรีย์ที่พบในสิ่งมีชีวิตมีหลายชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ลิพิด กรดนิวคลีอิก เป็นต้น

สารอินทรีย์และสารอนินทรีย์

สารอินทรีย์  หมายถึง  สารที่มีธาตุคาร์บอน เป็นองค์ประกอบหลัก และมีธาตุอื่น ๆเป็นองค์ประกอบร่วม เช่น ธาตุ O, N, P, S, Cl, และ Br เป็นต้น ดังนั้นสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ทุกชนิดจะต้องมีธาตุ C อยู่ด้วยเสมอ จึงกล่าวได้ว่าสารอินทรีย์ก็คือสารประกอบของคาร์บอน ( ยกเว้นสารประกอบของคาร์บอนบางชนิด) เดิมนักเคมีเชื่อกันว่าสารอินทรีย์จะต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น   อาจจะเกิดอยู่ในธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นจากสารอินทรีย์ด้วยกัน  แต่จะสังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ไม่ได้  จนกระทั่งประมาณปี  ..  1776  Carl  Wilhelm  Scheele  นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนจึงสามารถสังเคราะห์สารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ได้  โดยการเตรียมกรดออกซาลิกจากปฏิกิริยาระหว่างกรดไนตริกเข้มข้นกับน้ำตาลอ้อย  แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันนัก
น้ำตาลอ้อย   +   กรดไนตริก (เข้มข้น)     กรดออกซาลิก

 (สารอนินทรีย์)                                      (สารอินทรีย์)
            ต่อมาในปี ค..
  1828 
ฟรีดริช   เวอเลอร์    ( Friedrich  Whlerนักเคมีชาวเยอรมันจึงสามารถเตรียมยูเรียซึ่งเป็นสารอินทรีย์  จากการเผาแอมโมเนียมไซยาเนต  ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์ได้ดังนี้
NH4CNO   111      NH2  -  CO  -  NH2
(
แอมโมเนียมไซยาเนต)                      (ยูเรีย)
ยูเรียเป็นสารอินทรีย์ซึ่งส่วนใหญ่พบในปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ส่วนแอมโมเนียมไซยาเนตเป็นสารอนินทรีย์ที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ
           
จากการที่เวอเลอร์ สามารถเตรียมยูเรียจากสารอนินทรีย์ได้  ทำให้เริ่มยอมรับกันว่าสารอินทรีย์สามารถยังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ได้  ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการสังเคราะห์สารอินทรีย์ในห้องปฏิบัติการได้เป็นจำนวนมาก  นักเคมีจึงเชื่อว่าสารอินทรีย์นอกจากจะมีอยู่ในธรรมชาติแล้วยังสามารถสังเคราะห์จากสารอนินทรีย์ซึ่งได้จากสิ่งที่ไม่มีชีวิตด้วย  สารอินทรีย์ทุกชนิดจะต้องมีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบและถึงแม้ว่าสารอินทรีย์ไม่จำเป็นที่จะต้องได้จากสิ่งมีชีวิต  แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงได้จากสิ่งมีชีวิต  ปัจจุบันได้ค้นพบสารอินทรีย์แล้วมากกว่า 2 ล้านชนิด  และในแต่ละวันก็ยังมีการค้นพบสารใหม่อีกอย่างสม่ำเสมอ
           
สารอนินทรีย์  หมายถึง  สารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สารอินทรีย์  สารอนินทรีย์ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น  S , O , Cl , Na , Mg , Al , และ C เป็นต้น

 

ข้อแตกต่างระหว่างสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์

 


สมบัติ

สารอินทรีย์

สารอนินทรีย์

 

1.  ธาตุที่เป็นองค์ประกอบ

ส่วนใหญ่เป็นธาตุ C และH ธาตุอื่น ๆ เช่น O, N, S, P, Cl, Br, และ I

ธาตุทุกชนิด

 

2.  ชนิดของพันธะเคมี

พันธะโคเวเลนต์

มีทั้งพันธะโคเวเลนต์และพันธะไอออนิก(ส่วนมากเป็นไอออนิก)

 

3.  การละลายน้ำ

ส่วนมากไม่ละลายน้ำ  ยกเว้นพวกโมเลกุลมีขั้วขนาดเล็ก ๆ เช่น  แอลกอฮอล์  กรดอินทรีย์

ส่วนมากละลายน้ำได้ดี

 

4.  การนำไฟฟ้าของสารละลาย(ในน้ำ)

ไม่นำไฟฟ้าหรือนำได้น้อยมาก

ส่วนใหญ่พวกที่ละลายน้ำจะนำไฟฟ้าได้ดีโดยเฉพาะสารไอออนิก

5.  การละลายในตัวทำละลายอินทรีย์

ส่วนมากละลายได้ดี

ส่วนมากไม่ละลาย

 

6.  จุดหลอมเหลว-จุดเดือด

ส่วนมากค่อนข้างต่ำ

ส่วนมากค่อนข้างสูง

 

7.  การเผาไหม้

ติดไฟง่าย  อาจะมีเขม่า

ติดไฟยาก  ต้องใช้ความร้อนสูงมากและเมื่อติดไฟแล้วจะมีกากของแข็งเหลืออยู่

 

8.  อัตราการเกิดปฏิกิริยา

เกิดค่อนข้างช้า

เกิดเร็ว

 

9.  ตัวเร่งปฏิกิริยา

ส่วนมากต้องใช้

ส่วนมากไม่ต้องใช้

 

 อัลเคน

อัลเคน(Alkane) ในเคมีอินทรีย์ คือไฮโดรคาร์บอนอะซิคลิกที่อิ่มตัว กล่าวคือ อัลเคนคือโซ่คาร์บอนที่ยึดกันด้วยพันธะเดี่ยว อัลเคนคือสารประกอบ aliphatic

สูตรของอัลเคนโดยทั่วไปคือ CnH2n+2 อัลเคนที่มีรูปแบบง่ายที่สุด จึงเป็นมีเทน หรือ CH4 ขั้นถัดไปคืออีเทน หรือ C2H6 และชุดนี้ต่อเนื่องไปไม่มีสิ้นสุด ทุกอะตอมคาร์บอนในอัลเคนมี sp³ hybridization.

อัลเคนมีอีกชื่อหนึ่งว่าพาราฟิน (paraffin) หรือเรียกรวม ๆ ว่า พาราฟินซีรีส์ (paraffin series) ซึ่งทั้ง 2 คำนี้ใช้สำหรับอัลเคนที่มีอะตอมคาร์บอนเป็นโซ่เดี่ยวที่ไม่มีกิ่ง อัลเคนที่เป็นเช่นนี้เรียกว่าไอโซพาราฟิน (isoparaffin)

 

[ซ่อน]อัลเคน

มีเทน (Methane)
CH4

|
 

 

อีเทน (Ethane)
C2H6

|
 

 

โพรเพน (Propane)
C3H8

|
 

 

บิวเทน (Butane)
C4H10

|
 

 

เพนเทน (Pentane)
C5H12

|
 

 

เฮกเทน (Hexane)
C6H14

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฮปเทน (Heptane)
C7H16

|
 

 

ออกเทน (Octane)
C8H18

|
 

 

โนเนน (Nonane)
C9H20

|
 

 

เดคเคน (Decane)
C10H22

|
 

 

อันเดคเคน (Undecane)
C11H24

|
 

 

โดเดคเคน (Dodecane)
C12H26

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        ประเภทของไฮโดรคาร์บอน

ไฮโดรคาร์บอนมีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่
1. อะโรมาติคไฮโดรคาร์บอน (
aromatic hydrocarbon) เป็นไฮโดรคาร์บอนที่มีวงแหวนอะโรมาติคอย่างน้อยหนึ่งวง
2. ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว (
saturated hydrocarbon) หรืออัลเคน

 (alkane) ไม่มีพันธะคู่, พันธะคู่สาม หรือพันธะอะโรมาติค
3. ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว (
unsaturated hydrocarbon) ประกอบไปด้วยพันธะคู่หรือพันธะคู่สามอย่างน้อยหนึ่งพันธะระหว่างอะตอมคาร์บอน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

 

 

จำนวนอะตอมไฮโดรเจน

จำนวนของอะตอมไฮโดรเจนสามารถถูกกำหนดได้ ถ้าทราบจำนวนอะตอมคาร์บอน โดยใช้สมการดังต่อไปนี้:

โดย n แทนจำนวนอะตอมของธาตุ เช่น CH4 เป็นอัลเคน ส่วน C2H4 เป็นอัลคีน ไฮโดรคาร์บอนสามารถทำงานได้ภายใต้กฎออกเตด (กล่าวคืออะตอมคาร์บอนจะต้องรับอะตอมไฮโดรเจนมา 4 อะตอม เพื่อให้เป็นไปตามกฎออกเตดที่ต้องมีอิเล็กตรอน 8 ตัว ซึ่งอะตอมไฮโดรเจนหนึ่งๆ จะมีอิเล็กตรอน 2 ตัว) ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นไปตามกฎอ็อกเตดแล้ว จะทำให้ไฮโดรคาร์บอนเกิดความเฉื่อย

 

การเรียกชื่อสารประกอบ

การเรียกชื่อไฮโดรคาร์บอนแต่ละตัวจะเรียกตามจำนวนอะตอมคาร์บอน ตามด้วยคำลงท้ายเสียงของชนิดไฮโดรคาร์บอน เช่น CH4 เรียกว่ามีเทน (methane) เนื่องจากมีเทนมีจำนวนอะตอมคาร์บอนเพียงตัวเดียว และเป็นอัลเคนซึ่งเสียงลงท้ายเป็น เอน เหมือนกัน

[แก้] ตามเลขอะตอมคาร์บอน (ขึ้นต้น)

ตามชนิดของไฮโดรคาร์บอน (ลงท้าย)

[แก้] ปิโตรเลียม

ไฮโดรคาร์บอนเหลวที่ถูกดึงขึ้นมาจากใต้ผิวดินเรียกว่าปิโตรเลียม หรือน้ำมันแร่ธาตุ ในขณะที่ไฮโดรคาร์บอนในสถานะก๊าซจะถูกเรียกว่าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งที่สำคัญของเชื้อเพลิงและเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ในอินทรียเคมีภัณฑ์ (organic chemical) และพบอยู่ทั่วไปภายในเปลือกโลกชั้นในของโลก ที่สามารถดึงปิโตรเลียมและก๊าซเหล่านี้มาได้จากการขุดเจาะโดยใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ปิโตรเลียม (petroluem geology) โดยเฉพาะ

แหล่งสำรองน้ำมันที่ได้น้ำมันมาจากหินตะกอน หินตะกอนเหล่านี้ก็เป็นแหล่งไฮโดรคาร์บอนหลักๆ ที่ใช้เป็นพลังงานได้ อีกทั้งในด้านการคมนาคมและอุตสาหรกรรมปิโตรเคมี การผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนเหลวจากชั้นหินตะกอนในขณะนี้ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาการพลังงานให้ทันสมัย

ไฮโดรคาร์บอนมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก เพราะว่ามันเป็นแหล่งรวมของเชื้อเพลิงฟอสซิลส่วนใหญ่ เช่นถ่านหิน, ปิโตรเลียม, ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ) และเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) เช่นเดียวกันกับวัสดุลาสติค, ขี้ผึ้ง, สารละลายต่างๆ และน้ำมัน แต่ปิโตรเลียมก็ทำให้เกิดมลพิษในเมือง ซึ่งเมื่อรวมกับสารไนโตรเจนมอนอกไซด์, สารไนโตรเจนไดออกไซด์ และแสงแดดแล้ว ซึ่งนำไปสู่การกระจายของชั้นโอโซน

แอลคีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

โครงสร้างทางเคมีของเอทิลีน ซึ่งเป็นแอลคีนที่มีโครงสร้างอย่างง่ายที่สุด

แอลคีน (alkene) คือ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีพันธะคู่อยู่ในโมเลกุล 1 พันธะ นอกนั้นเป็นพันธะเดี่ยว จัดเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดไม่อิ่มตัว ในทำนองเดียวกับแอลเคน แต่แอลคีนมีจำนวนไฮโดรเจนน้อยกว่าแอลเคนอยู่ 2 ตัว สูตรโมเลกุลทั่วไปของแอลคีนจึงเป็น CnH2n เมื่อ n คือจำนวนคาร์บอน

การเรียกชื่อ ในทำนองเดียวกับแอลเคนแต่เปลี่ยนเสียงท้ายเป็น "……น(-ene)" เช่น

Alkene สารประกอบอัลคีน อัลคีนเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า olefin ภายในโครงสร้างของโมเลกุลจุต้องมีพันธะคู่อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง ดังนั้นสูตรทั่วไปจึงเป็น C nH 2n โมเลกุลที่เล็กสุดของสารประกอบอัลคีน คือ เอธิลีน (ethylene ; C 2H 4) โดยมีรูปร่างเป็นลักษณะแบนราบอยู่บนระนาบเดียวกันมุมระหว่างพันธะใกล้เคียง 120 ?

การเรียกชื่อสารประกอบอัลคีนในกรณีที่เป็น IUPAC name ต้องระบุตำแหน่งที่เป็นพันธะคู่ด้วยดังนั้นสารประกอบอัลคีนที่มีจำนวนคาร์บอนเท่ากับอัลเคนจะมีจำนวนไอโซเมอร์มากกว่า การเรียกชื่อนิยมเรยกเช่นเดียวกับสารประกอบอัลเคนซึ่งใช้อยู่สองระบบด้วยกัน ดังนี้
Common name
เป็นการเรียนชื่อสำหรับโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก ๆ ไม่ซับซ้อนโดยมีหลักเกณฑ์จะนับจำนวนคาร์บอนอะตอมทั้งหมดภายในโมเลกุล ซึ่มมีสารประกอบที่นิยมเรียกอย่างแพรหลายเพียงไม่กี่โมเลกุล เช่น

IUPAC name เป็นการเรียกชื่อสำหรับโมเลกุลที่ง่าย ๆ และที่ซับซ้อนได้โดยมีหลักการเดียวกับสารประกอบอัลเคนเพียงแต่โซ่หลักต้องนับผ่านตำแหน่งพันธะคู่และการระบุตำแหน่งคาร์บอนอะตอมจะต้องทำให้ตำแหน่งของพันธะคู่มีค่าตัวเลขต่ำสุดเสมอ และหากมีพันธะคู่มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง ให้ระบุเป็น _diene เมื่อมีพันธะคู่ 2 พันธะ และ _triene เมื่อมีพันธะคู่ 3 พันธะ การอ่านชื่อตามระบบ IUPAC name
ตัวอย่าง

1. โซ่หลักผ่านพันธะคู่มีคาร์บอน 5 อะตอม เรียกเป็น pentene
2. ระบุตำแหน่งคาร์บอนอะตอมตำแหน่งพันธะในโซ่หลัก จะได้เป็นพันธะคู่ที่ตำแหน่ง 2
3.
คาร์บอนตำแหน่งที่ 4 มี –CH 3 แทนที่ 1 หมู่
4.
เรียกชื่อเป็น 4- methyl-2-pentene
การเตรียมสารประกอบอัลเคนในห้องปฏิบัติการ
อัลคีนสามารถเตรียมขึ้นในห้องปฏิบัติการได้โดยใช้วิธีการต่อไปนี้
1. Dehydration of alcohol โดยใช้กรดแก่ เช่น H 2SO 4 จะเกิดปฏิกิริยาตังตัวอย่าง

2. Dehydrohalogenation of an alkyl halide โดยให้เกิดปฏิกิริยาในสารละลายเบสดังตัวอย่าง

3.
Dehalogenation of vicinal halide โดยใช้ Zn ดังตัวอย่าง

สมบัติทางกายภาพ
1.
เป็นได้ทั้ง 3 สถานะ C - 2 - 4 อะตอม เป็นก๊าซ C - 5 - 18 อะตอม เป็นของเหลว และ C - 18 อะตอมขึ้นไปเป็นของแข็ง
2.
ไม่นำไฟฟ้า ทั้งนี้เป็นสารละลายเพราะเป็นสารประกอบโมเลกุลไม่มีขั้ว ละลายน้ำได้ดีในตัวทำละลายที่ไม่มีขั้ว
3. มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ จุดเดือดจุดหลอมเหลวต่ำ เมื่อมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้นหรือมีพันธะคู่จำนวนหลายพันธะ จุดเดือดและจุดหลอมเหลวจะสูงขึ้นและสารประกอบที่เป็นโซตรงจะมีจุดเดือดสูงกว่าโซ่สาขาทางเคมี
สมบัติทางเคมี
ปฏิกิริยาของอัลคีน อัลคีนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดไม่อิ่มตัวซึ่งภายในโมเลกุลมีพันธะคู่อย่างน้อยหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งพันธะที่เกิดขึ้นเป็นพันธะที่มีการใช้อิเล็กตรอนในลักษณะซ้อนทับกันด้านข้าง ( -bond) ซึ่งเป็นพันธะที่ไม่แข็งแรง ดังนั้นสารประกอบอัลคีนจะว่องไวกว่าสารประกอบอัลเคนโดยทั่วไปปฏิกิริยาของอัลคีนเป็นดังนี้
1. Combustion รวมตัวกับในอากาศเกิดการเผาไหม้ติดไฟง่ายมีเขม่า ได้ CO 2, H 2O และความร้อน เช่น

2.
addition reaction เป็นปฏิกิริยาการรวมตัวกับสารอื่น ๆ ตรงตำแหน่งพันธะคู่โดยไม่ต้องใช้ตัวเร่ง หรือความร้อน แสง เข้ามาช่วย สมการทั่วไปเป็น


ปฏิกิริยารวมตัวหรือการเติม มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะของสารรีเอเจนต์ (reagent) ต่าง ๆ ที่เข้าทำปฏิกิริยาเคมีที่พันธะคู่ เช่น

1.1 addition of halogens เป็นการรวมตัวกับ halogens ทั้งที่มีแสงและไม่มีแสง ที่อุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่าก็ได้ และเกิดได้ง่ายเมื่อผสมในสารละลาย Inret solven เช่นปฏิกิริยานี้ใช้ทดสอบสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นพันธะคู่ ได้ คือในสารละลายมีสีถ้าเกิดปฏิกิริยากับ C=C ใน แล้วสีของสารละลายจะจางหายไป แสดงว่าสารประกอบนั้นเป็น C=C เช่น ถ้าเป็นการรวมตัวกับ Br 2 ก็จะเรียกว่า Bromination

1.2 addition of hydrogen halides (HCl HBr) และจะเกิดปฏิกิริยาตามกฏ Markovnikov ซึ่งมีใจความว่า ในการเข้าทำปฏิกิริยาแบบรวมตัวระหว่างรีเอเจนต์ที่มีขั้วกับอัลคีน ไอออนลบ ของรีเอเจนต์จะเข้าไปเกาะที่คาร์บอนซึ่งมีจำนวนอะตอมของไฮโดรเจนน้อยทีสุด ส่วนไอออนบวก จะเข้าเกาะที่คาร์บอนตัวถัดไปของ C=C เช่น

1.3 addition of hydrogen เกิดปฏิกิริยารวมตัวกับไฮโดรเจนโดยมีผงของโลหะ Ni, Pt , Pd เป็นตัวเร่งโดยจะรวมตัวที่ C = C

1.4 addition of water with acid หรือที่เรียกว่า hydration ผลิตภันท์ที่ได้จะเป็นแอลกฮอล์ การรวมตัวเป็นไปตามกฏ Markovnikov และ ปฏิกิริยาจะเกิดได้ง่ายในสารละลายที่มี pH เป็นกรด

3. Oxidation reaction แบ่งเป็น

a: hydroxylation เป็นปฏิกิริยาการฟอกจางสีของ KMnO 4 ในสารละลายโดยมีรูปแบบ การเรกิดที่แตกต่างกันไป เช่น ในสารละลายเจือจางและเย็น เมื่อมีกรดอยู่ด้วย ได้ผลิตภัณฑ์เป็น glycol เช่น

b: เกิดปฏิกิริยาการสลายตัว เมื่อทำปฏิกิริยากับ โอโซน (O 3) เรียกว่า Ozonolysis จะได้สารพวกอัลดีไฮด์หรือคีโตนเกิดขึ้น

4. เกิดปฏิกิริยาโพลิเมอร์ (Polymerization) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สำคัญ เกิดจากโมเลกุลเล็ก ๆ ของอัลคีนมารวมกันเป็นโมเลกุลใหญ่ เช่น Polyettylene เป็นสารประกอบในวงการอุตสาหกรรมหลายชนิด


Cycloalkene ไซโคลอัลคีนเป็นสารประกอบอันคีนที่มีสูตรโครงสร้างปลายปิด (ต่อกันเป็นวง)อาจจะมีหมู่แทนที่เป็นสาขาหรือไม่มีหมู่แทนที่ก็ได้ ถ้ามีพันธะคู่เพียงพันธะเดียวจะมีสูตรทั่วไปเป็น C nH 2n-2 การอ่านชื่อจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกับสารประกอบอัลคีน แต่จะใช้คำนำหน้าเป็น _cyclo เพิ่มเข้าไป สมบัติโดยทั่วไปของสารประกอบ ไซโคลอัลคีนจะคล้ายกับสารประกอบอัลคีน ทั้งสมบัติทางกายภาพ และปฏิกิริยาเคมี ตัวอย่างสารประกอบไซโคลอัลคีน