เส้นใย

 

 

เส้นใยเป็นพอลิเมอร์อีกชนิดหนึ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ทำเครื่องนุ่งห่ม ใช้ทำเครื่องใช้ต่าง เป็นต้น แบ่งเป็น

1.เส้นใยจากธรรมชาติ ได้แก่ เส้นใยที่มีอยู่ในธรรมชาติ แบ่งเป็น

1.1 เส้นใยจากพืช ได้แก่ เส้นใยจากเซลลูโลส เป็นเส้นใยที่ประกอบด้วยเซลลูโลส ซึ่งได้จากส่วนต่างๆของพืช เช่น ป่าน ปอ ลินิน ใยสับปะรด ใยมะพร้าว ฝ้าย นุ่น ศรนารายณ์ เป็นต้น เซลลูโลส เป็น โฮโมพอลิเมอร์ ประกอบด้วยโมเลกุลของกลูโคสจำนวนมาก มีโครงสร้างเป็นกิ่งก้านสาขา

1.2 เส้นใยจากสัตว์ ได้แก่ เส้นใยโปรตีน เช่น ขนสัตว์ ผม เล็บ เขา ใยไหม เป็นต้น เส้นใยเหล่านี้ มีสมบัติ คือ เมื่อเปียกน้ำ ความเหนียวและความแข็งแรงจะลดลงถ้าถูกแสงแดดนานๆ จะสลายตัว

1.3 เส้นใยจากสินแร่ ได้แก่ ใยหิน ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ทนไฟ ไม่นำไฟฟ้า

2. เส้นใยสังเคราะห์ เป็นเส้นใยที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจากสารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ใช้ทดแทนเส้นใยจากธรรมชาติ แบ่งเป็น 3 ประเภท

2.1 เส้นใยพอลิเอสเตอร์ เช่น เทโทรอน ใช้บรรจุในหมอน เพราะมีความฟูยืดหยุ่นไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง

2.2 เส้นใยพอลิเอไมด์ เช่น ไนลอน ใช้ในการทำเสื้อผ้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขนแปรงต่างๆ สายกีต้าร์ สายเอ็น ไม้แร็กเก็ต เป็นต้น

2.3 เส้นใยอะคริลิก เช่น ออร์ใช้ในการทำเสื้อผ้า ผ้านวม ผ้าขนแกะเทียม ร่มชายหาด หลังคากันแดด ผ้าม่าน พรม เป็นต้น

3. เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ เป็นเส้นใยที่ได้จากการนำสารจากธรรมชาติ มาปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น การนำเซลลูโลสจากพืชมาทำปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิด เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ นำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าเส้นใยธรรมชาติ ตัวอย่างเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ เช่น วิสคอสเรยอง แบมเบอร์กเรยอง เป็นต้น

 


 




เรื่องที่ ๓  การซ่อมแซม  ตกแต่งและดัดแปลงเสื้อผ้า

                การซ่อมแซม ตกแต่ง และดัดแปลงเสื้อผ้าเป็นวิธีการที่ช่วยให้เสื้อผ้าอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ตามปกติ รวมทั้งทำให้เสื้อผ้าดูสวยงาม แปลกใหม่ขึ้น ซึ่งในการซ่อมแซม ตกแต่งและดัดแปลงสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงความประหยัด เวลา และแรงงาน รวมถึงความประณีต สวยงาม

          นอกจากนี้ การซ่อมแซม ตกแต่งและดัดแปลงเสื้อผ้าได้ด้วยตนเอง จะช่วยให้ประหยัดรายจ่ายให้กับครอบครัว และสามารถนำไปประกอบอาชีพได้

๑.    การซ่อมแซมเสื้อผ้า

การซ่อมแซมเสื้อผ้าที่ชำรุด เป็นการแก้ไขดัดแปลงเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้เช่น การซ่อมแซมตะเข็บ การซ่อมแซมปลายแขน ขอบขากางเกง ชายเสื้อและกระโปรง การซ่อมแซมเนื้อผ้าขาด การซ่อมแซมเครื่องตกแต่งต่างๆ เช่น ซิป ตะขอ กระดุม เป็นต้น การซ่อมแซมเสื้อผ้ามีความจำเป็นสำหรับครอบครัวเพราะเป็นการช่วยประหยัดรายจ่ายของครอบครัว และช่วยยืดเวลาให้สามารถสวมใส่เสื้อผ้าได้นาน เสื้อผ้าเมื่อใช้ไปนานๆ หลายครั้งอาจชำรุด  และมีข้อบกพร่องในการสวมใส่ เช่น คับ หลวม  ชำรุด  ขาด ซึ่งส่วนที่ชำรุดบ่อย เช่นตะเข็บ ซิป  ตะขอ  เป็นต้น  การตกแต่งเสื้อผ้าเป็นวิธีการที่ทำให้เสื้อผ้าเดิมดูแปลกใหม่ขึ้น  สวยงามขึ้น

     การตกแต่งเสื้อผ้ามีหลักเกณฑ์ดังนี้

๑.             คำนึงถึงผู้ใช้  กล่าวคือ เมื่อซ่อมแซมหรือแก้ไขดัดแปลงเสื้อผ้าแล้ว  ผู้ใช้ยินดีที่สวมใส่หรือไม่

๒.           คำนึงถึงสภาพวัสดุที่ต้องการดัดแปลงโดยพิจารณาว่าเสื้อผ้าเก่าหรือเสื้อผี่ชำรุดมีพอที่จะนำมาซ่อมแซมหรือแก้ไขดัดแปลงใหม่ตามที่ต้องการได้หรือไม่

๓.            คำนึงถึงค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณ  เป็นการพิจารณาว่าเมื่อดำเนินการซ่อมแซมหรือแก้ไขดัดแปลงแล้วจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

๔.            คำนึงถึงเวลา โดยพิจารณาว่าต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใดในการซ่อมแซม และเมื่อซ่อมแซมแล้ว สามารถใช้ต่อไปได้อีกนานหรือคุ้มค่ากับเวลาหรือแรงงานที่เสียไปหรือไม่

๑.๑  การซ่อมแซมกระเป๋าเสื้อ

          ในการซ่อมแซมกระเป๋าเสื้อต้องคำนึงถึงความทนทานต่อการใช้งานบริเวณที่ทำการซ่อมแซมจะต้องเรียบและสวยงาม  โดยให้มองเห็นผ้าส่วนที่ขาดน้อยที่สุด  การเป๋าเสื้อนักเรียนหรือเสื้อที่ใช้เรียนวิชาพลานามัยซึ่งนักเรียนสวมใส่ทุกสัปดาห์จะฉีกขาดได้ง่าย ก่อนการซ่อมแซมต้องพิจารณาว่าเป็นรอยขาดแบบใด  ถ้ารอยตะเข็บด้ายเย็บขาดเพียงอย่างเดียว ก็ทำการซ่อมแซมได้ง่าย โดยการเย็บส่วนที่ขาดให้ติดกับตัวเสื้อ  แต่ถ้าบริเวณที่กระเป๋าขาด  เนื้อผ้าชำรุด  หรือขาดหายไป  จะต้องทำการปะชิ้นที่ขาดให้เรียนร้อยก่อนที่จะเย็บกระเป๋าให้ติดกับตัวเสื้อ ซึ่งมีวิธีการทำ ดังนี้

๑.) อุปกรณ์การปฏิบัติงาน

๑.      ด้ายสีเดียวกับผ้าหรือใกล้เคียงกับผ้า

๒.    กรรไกรตัดผ้า

๓.    เข็มหมุด

๔.    ที่เลาะด้าย

๕.    ด้ายเนา

๖.     เศษผ้าที่มีสีใกล้เคียงกับสีเสื้อและควรมีขนาดใหญ่กว่ารอยด้าย

๗.    จักรเย็บผ้าในกรณีที่ซ่อมแซมด้วยจักร

๒.   ) ขั้นตอนการซ่อมแซมกระเป๋าเสื้อ

๑.     ตัดเย็บผ้าเป็นรูปสีเหลี่ยมให้มีขนาดใหญ่กว่ารอยขาดและกันลุ่ยริมโดยรอบ

๒.   ตัดเส้นด้ายบริเวณรอยขาดให้เรียบและเลาะเส้นด้ายหลุดลุ่ยที่ปากกระเป๋าให้เรียบร้อย

๓.    เนาเศษผ้าวางทาบด้านผิดและเนา ตามแนวริมที่ขาดและแนวริมเศษผ้าที่ปะ

๔.    เย็บด้านในที่ติดกับรอยลุ่ยโดยวิธีคิทเวิร์ค

๕.    ริมลุ่ย ควรสอยแบบดำน้ำถี่ๆ  ตามรอยเนา

๖.     นำไปรีดให้เรียบ

๗.    ตลบปากกระเป๋า  ทับรอยปะ  และจัดผ้าให้เรียบ

๘.    กลับเข็มหมุดยึดปากกระเป๋าให้ติดกับตัวเสื้อและเนาตามรอยเนวเย็บเดิม

๙.     เย็บตามรอยเนาหรือแนวเส้นเดิม ถ้าเป็นการเย็บด้วยมือ ควรด้นถอยหลังให้ระยะห่างเท่าฝีเข็มของจักรที่เป็นรอยเย็บเดิม

๑๐. เลาะด้ายเนาและตัดด้ายให้เรียบร้อยและรีดให้เรียบ

๑.๒  การซ่อมแซมตะเข็บเสื้อผ้าด้านข้าง

          ตะเข็บเสื้อผ้าด้านข้างที่เนื้อผ้าขาดหายไปจะปรากฏบ่อยมากกับนักเรียนที่สวมเสื้อผ้าชุดที่ใช้ในการเรียนวิชาพลานามัย  ซึ่งส่วนใหญ่เสื้อลักษณะนี้  จะออกแบบผ้าด้านข้าง  เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนไหว จึงทำให้เสื้อส่วนที่ผ่ามีโอกาสชำรุดได้มาก  ซึ่งถ้ามีความรู้ ความเข้าใจและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเสื้อตัวใหม่ และได้ผลงานที่สวยงามประณีต

๑.) อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน

๑.      ด้ายสีเดียวกับผ้าหรือใกล้เคียงกับผ้า

๒.    กรรไกรตัดผ้า

๓.    เข็มหมุด

๔.    ที่เลาะด้าย

๕.    ด้ายเนา

๖.     เศษผ้าสีใกล้เคียงกับสีเสื้อให้มีขนาดใหญ่กว่ารอยขาด

๗.    จักรเย็บผ้าในกรณีที่ซ่อมแซมด้วยจักร

๒.)           ขั้นตอนการปฏิบัติ

๑.      เย็บปะด้านในตรงส่วนที่เสื้อผ้าขาดหายไปเหมือนกับการซ่อมแซมกระเป๋าเสื้อที่ขาดหายไป

๒.    กลัดเข็มหมุดเพื่อยึดผ้า  และเนาผ้าให้ติดกันและเย็บตะเข็บตามรอยเย็บเดิมหรือรอยเนา

๓.    รีดแบะตะเข็บและเนาด้านในตามแนวพับเดิม

๔.    เย็บรอยพับตามแนวรอยเย็บเดิม

๕.    เลาะด้ายเนาออกและรีดให้เรียบ

๑.๓ การเปลี่ยนยางยืด

                ยางยืด  มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดเป็นเมตรหรือแผง  ใช้เย็บสอยเข้าไปในขอบแขน  ขอบขา  ขอบเอวกางเกง  หรือในส่วนของเสื้อผ้าที่ต้องการ  ยางยืดมีหลายขนาดตั้งแต่เส้นกลมเหมือนลวดจนถึงแผ่นกว่างเป็นนิ้ว  มีหน้าที่ใช้สอยต่างๆ  กันและมีความแข็งแรงต่างกัน  ถ้าเส้นเล็กจะมีกำลังยืดน้อย ถ้าเส้นใหญ่มีกำลังยืดมากและให้ได้ทนทานกว่าในการเปลี่ยนยางยืดที่ชำรุดควรเลือกยางที่มีขนาดเท่าเดิมการเปลี่ยนยางยืดมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

๑.      เลาะรอยเย็บที่ของกางเกงออกประมาณ ๓ นิ้ว

๒.    ติดยางยืดเส้นใหม่ยาวเท่ากับรอบเอวลบ ๓ นิ้ว

๓.    ตัดยางยืดเก่าให้ขาด เลาะและดึงออก

๔.    สอดยางยืดใหม่เข้าไป  และเย็บปลายให้ติดกันด้วยจักรหรือด้นถอยหลังถี่ๆ ให้แน่น

๕.    เนารอยเลาะที่ขอบกางเกงให้เรียบร้อย เย็บด้วยจักรหรือด้นถอยหลังด้วยมือ

๒.  การตกแต่งและดัดแปลงเสื้อผ้า

เสื้อผ้าที่เราสวมใส่มีการล้าสมัยไปตามกาลเวลา  ทำให้ต้องมีวิธีการตกแต่งแปลงเสื้อผ้า เพื่อทำให้เสื้อผ้านั้นดูทันสมัย  ดูแปลกใหม่และสวยงามขึ้น  นอกจากนี้ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการไปซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่  ซึ่งจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไปตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล

๒.๑ การตกแต่งเสื้อผ้า

           การตกแต่งเสื้อผ้าเป็นวิธีการที่ทำให้เสื้อผ้าเดิมดูแปลกใหม่ขึ้น  สวยงามขึ้น การตกแต่งเสื้อผ้ามีหลายวิธี ซึ่งวิธีที่เราสามารถทำได้ง่าย มีดังนี้

          ๑.) การปัก  เป็นการตกแต่งเสื้อผ้าโดยใช้วัสดุต่างๆ มาเย็บบนผ้า  เพื่อให้เกิดลวดลายมีทั้งการปักด้วยไหม  ด้าย  และปักด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น เปลือกหอย  กระดูกสัตว์  เมล็ดพืชแห้ง  ลูกปัด เป็นต้น

          ๒.) การปะ  การปะเพื่อการตกแต่ง เป็นการนำผ้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นลวดลายหรอต้องการให้เกิดลวดลายมาวางทับบนเสื้อผ้าและปักริมโดยวิธีใดวิธีหนึ่งตามต้องการ

๓.) การกุ๊น  เป็นการนำผ้าเฉลียงมาเย็บหุ้มริมผ้า เพื่อให้เกิดลวดลาย

๒.๒ การดัดแปลงเสื้อผ้า

การดัดแปลงเสื้อผ้า เป็นการนำเสื้อผ้าที่มีอยู่มาแก้ไขให้ได้รูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ เป็นการประหยัดรายจ่ายของครอบครัว การดัดแปลงเสื้อผ้ามีหลายรูปแบบ ที่สามารถดัดแปลงได้ง่ายมีดังนี้

๑.) การดัดแปลงขนาดของเสื้อผ้า  เป็นการดัดแปลงเสื้อผ้าให้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง เป็นการดัดแปลงในรูปลักษณะเดิม  การดัดแปลงแบบนี้ ทำได้โดยการเลาะตะเข็บข้างออก เนาและเย็บให้พอดีกับตัวเรา  หรือตามต้องการ  เหมาะสำหรับกระโปรง  เสื้อ  กางเกง  เป็นต้น

๒.) การดัดแปลงส่วนประกอบ  ส่วนประกอบที่ว่านี้เป็นส่วนที่ประกอบกันเป็นเสื้อ เป้ฯกางเกง  เช่น คอ  แข  ปก  ชายเสื้อ เป็นต้น การดัดแปลงส่วนประกอบเป็นการแก้ไขเสื้อโดยเปลี่ยนแปลงจากแบบเดิม  ซึ่งการดัดแปลงส่วนประกอบนี้  เราสามารถดัดแปลงได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

๑.      การดัดแปลงกระโปรง เราสามารถดัดแปลงกระโปรงยาวเป็นกระโปรงสั้น

๒.    การดัดแปลงกางเกงขายาวเป็นกางเกงขาสั้น

๓.    การดัดแปลงเสื้อแขนยาวเป็นเสื้อแขนสั้น

๔.    การดัดแปลงชายเสื้อที่คับสะโพก

๒.๓  ตัวอย่างการตกแต่งและดัดแปลงเสื้อผ้า

          ๑.) การตกแต่งกางเกงยีนส์ด้วยเศษผ้า  การรู้จักตกแต่งดัดแปลงเสื้อผ้าจะทำให้ได้เสื้อผ้าที่แปลกใหม่  กางเกงยีนส์เป็นกางเกงที่นิยมสวมใส่  เมื่อใช้ไปนานๆ อาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย มีวิธีการตกแต่งดัดแปลงโดยการตัดขาให้สั้นลงเพื่อสวมใส่อยู่กับบ้านและตกแต่งเพื่อเพิ่มความสวยงามมากขึ้น  ซึ่งในการตกแต่งนั้นควรหาสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย  การตกแต่งกางเกงยีนส์ด้วยเศษผ้านั้น  ถ้าเป็นผ้าธรรมดา  ควรเลือกผ้าที่เนื้อหนา เพื่อความคงรูปอยู่ตัว  และถ้าเป็นผ้าสักหลาดจะประหยัดเวลาในการกันลุ่ยริมผ้า  เพราะว่าเป็นผ้าที่ผลิตโดยวิธีอัดริมผ้าจึงไม่ลุ่ย  ในปัจจุบันนิยมนำกางเกงยีนส์มาตกแต่งโดยใช้วัสดุอื่น ๆ มาตกแต่ง

                   ๑.๑ ) วัสดุอุปกรณ์  ในการปฏิบัติงาน มีดังนี้

๑.      ดินสอ

๒.    กรรไกร

๓.    เข็มเย็บด้วยมือ

๔.    ด้ายเย็บผ้า , ไหมปักผ้า

๕.    เข็มหมุด

๖.     เศษผ้า

๑.๒ ) ขั้นตอนการปฏิบัติงาน

๑.      ออกแบบส่วนของเสื้อผ้าที่ต้องการตกแต่ง

๒.    นำผ้าไปปะในส่วนที่ต้องการตกแต่ง

๓.    กลัดด้วยเข็มหมุดในตำแหน่งที่ต้องการ  และเนาเพื่อให้ติดกัน

๔.    ปักหรือเย็บตามแบบที่ได้ออกไว้ถ้าเศษผ้าที่นำมาตกแต่งเป็นผ้าทอธรรมดาควรทำคัทเวิร์คริมผ้า  เพื่อกันเนื้อผ้าหลุดลุ่ย

๒.)  การดัดแปลงเสื้อยืดเก่า  เสื้อยืดหรือเสื้ออื่นที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ  เช่น ฝ้าย  ลินิน  ไหม  และผ้าพื้นสีอ่อนหรือสีขาว  เมื่อใช้ไปนานๆ จะเก่า  หรือเสื้อผ้าที่ติดรอยเปื้อน  ไม่สามารถขจัดให้สะอาดกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ โดยการย้อมสี ถ้าเป็นเสื้อที่รอยเปื้อนมาก หรือมีสีเข้มอยู่แล้ว  หากย้อมสีใหม่ควรใช้สีที่เข้มกว่าเดิม ส่วนการมัดย้อมสีผ้านั้น  เสื้อที่ได้จะเกิดลวดลายจากสีที่ไม่สามารถซึมผ่านส่วนที่มัด ดังนั้น หลักการสำคัญในการมัดย้อมผ้าคือ จะต้องมัดให้แน่น  ถ้ามัดไม่แน่นจะไม่เกิดลวดลายที่สวยงามเพราะสีสามารถซึมผ่านได้  และในการมัดสามารถมัดได้หลายรูปแบบตามจินตนาการ  ผ้าที่ปรากฏจนสวยงาม  มีลวดลายเฉาะตัว

          การมัดย้อมสีผ้า สามารถทำได้  ดังนี้

๒.๑) วัสดุอุปกรณ์  ในการปฏิบัติงาน  มีดังนี้

๑.      เสื้อยืดเก่า ๑ ตัว

๒.    กะละมังใส่น้ำ ๑ ใบ ไม่ควรเลือกกะละมังที่เป็นโลหะ  เพราะว่าโลหะจะทำปฏิกิริยากับสารเคมีที่เป็นส่วนผสมของสีย้อม

๓.    เชือกฟางยาวประมาณ ๓ เมตร หรือหนังสติ๊กก็ได้

๔.    เกลือ ๙๐ กรัม  หรือ    ถุงเล็ก

๕.    สีย้อมผ้า  มีขายทั่วไป  ควรเลือกสีย้อมที่ละลายได้ในน้ำธรรมดา เพราะว่าสะดวกในการใช้

๖.     กรรไกรสำหรับตัดเชือกฟาง

๒.๒ ) ขั้นตอนการปฏิบัติงาน มีดังนี้

๑.      พับทบกึ่งกลางตัว

๒.    มัดเป็น ๓ ช่วง ห่างกันช่วงละประมาณ ๓ เซนติเมตร

๓.    มัดกลางตัวเฉลียงมาทางไหล่ ๓ ปล้อง

๔.    มัดกลางตัวมายังข้างตัว  จำนวน  ๕ ปล้อง

                   5.ผสมสีย้อมในน้ำ คนให้ละลาย และนำเสื้อใส่ในกะละมัง ย้อมประมาณ 30 นาที

6.นำออกจากกะละมัง นำไปล้างน้ำธรรมดาจนหมดน้ำสี

                   7.ตัดเชือกที่มัดออกด้วยกรรไกร เมื่อตัดเสร็จแล้วนำไปซักน้ำธรรมดาอีกครั้ง

8.นำไปตากโดยวางพาดบนราวตากผ้า ไม่ควรใช้วิธีแขวนเพราะว่าจะทำให้เสื้อยืด

3.สรุป

๕.        การซ่อมแซมตกแต่งและดัดแปลงเสื่อผ้า ทำให้เสื่อผ้าสามารถอยู่กับเราได้นานและเสื่อผ้านั้นๆ ไม่ล้าสมัย ในการซ่อมแซมเสื้อผ้ามีหลายวิธีการที่หลากหลาย สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการชำรุดของเสื้อผ้านั้นๆ และในการตกแต่งดัดแปลงเสื้อผ้าขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นมีความคิดสร้างสรรค์มากน้อยแค่ไหน สามารถตกต่งดัดแปลงให้เหมาะสมกับตนเองและความชอบส่วนบุคคลได้ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช่จ่ายในครอบครัวได้

 เรื่องที่ ๑ การเลือกใช้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย

                เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพอำพรางส่วนที่บกพร่องให้แก่ผู้สวมใส่  ผู้ที่แต่งกายดีทำให้ดูสง่างาม ซึ่งในการแต่งกายนั้น ควรคำนึงถึงความเหมาะสม โอกาส กาลเทศะ สี และลวดลายให้เป้นไปตามไปตามหลักการใช้สี รวมทั้งเหมาะสมกับบุคลิกภาพของตนเอง นอกจากนี้การแต่งกายควรเลือกเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกัน เช่น กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด เป็นต้น เพราะการแต่งกายที่สุภาพ เรียบร้อย สะอาด จะเป็นเครื่องเชิดชูความสง่างามของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

๑.ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าในครอบครัว

                เสื้อผ้าทุกชนิดที่ใช้สำหรับสวมใส่ของสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นชุดนอน ชุดไปเที่ยว ชุดนักเรียน ชุดทำงาน ล้วนมีความสำคัญต่อผู้สวมใส่ บางครั้งการสวมใส่เสื้อผ้าก่อให้เกิดปัญหาการปรับตัวในสังคม เช่น เมื่อไปงานเลี้ยงจะต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ และลดน้ำหนักเพื่อให้สวมเสื้อผ้าได้สวยงาม สวมเสื้อที่ไหล่หนุนฟองน้ำเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองดูงดงามชวนมอง ไม่ล้าสมัยและไม่แตกต่างไปจากผู้อื่น เมื่อรูปร่างเปลี่ยนแปลงอ้วนหรือผอมลง ทำให้สวมเสื้อผ้าที่มีอยู่เดิมไม่ได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับเสื้อผ้าในครอบครัวมีมากมาย ซึ่งสรุปได้ดังนี้

                ๑.ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเสื้อผ้า  เสื้อผ้ามีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันมากเสื้อผ้าที่สวยงามเหมาะสมกับรูปร่าง สะอาดและประณีตเป็นสื่งที่ทุกคนต้องการ ดังนั้น ในการจัดการเกี่ยวกับบ้านควรวางแผนเกี่ยวกับเงินของครอบครัวอย่างรอบคอบ ควรจัดแบ่งเงินซึ่งเป็นรายได้ของครอบครัวไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สามารถใช้เงินในส่วนที่ควรใช่จ่ายได้อย่างเหมาะสม ค่าใช่จ่ายที่จำเป็นควรจัดแบ่งไว้เป็นหมวดหมู่ ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย ค่าการคึกษา ค่ายานพาหนะ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและของทุกคนในบ้าน ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายในยามจำเป็นของครอบครัวควรจัดแบ่งเงินเก็บออมเอาไว้ด้วย และเขียนบันทึกการใช้จ่ายทุกครั้ง โดยพยายามใช้จ่ายเงินตามแผนที่วางไว้ ส่วนค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่ที่เหลือจ่ายก็สมทบไว้ในเดือนต่อไป ดังนี้

                ตารางที่ ๑ แบบบันทึกรายการจ่ายประจำเดือน.....................พ.ศ.๒๕๔..............

 

 

๒.ปัญหาเรื่องการจัดเก็บเสื้อผ้า  ในการจัดเก็บเสื้อผ้าของแต่ละครอบครัวควรจัดเก็บให้สะดวกต่อการหยิบใช้ โดยจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ละจัดแยกเป็นรายบุคคล โดยวิธืพับหรือแขวนตามความเหมาะสมของการใช้งาน เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่กับบ้านเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ภายในบ้าน เพื่อความสะดวกสบายในการทำกิจกรรมต่างๆในบ้าน เสื้อผ้าประเภทนี้โดยทั่วไปจะไม่พิธีพิถันอะไรมากนัก เมื่อซักรีดเสร็จแล้วอาจจะพับเก็บไว้เป้นหมวดหมู่ไม่ควรนำเสื้อผ้าของสมาชิกในครอบครัวไปจัดเก็บรวมกัน เพราะว่าไม่สะดวกในการหยิบใช้

๓.จำนวนเสื้อผ้าที่เหลือใช้   จำนวนเสื้อผ้าที่เหลือใช้ในแต่ล้ะบ้านมีทั้งเสื้อผ้าที่คับหรือหลวมมาสามารถส่วมใส่ได้ ในบางครอบครัวจะจัดเก็บเสื้อผ้าเหล่านี้ไว้เป็นจำนวนมากโดยการพับเก็บใส่ตู้เสื้อผ้า บรรจุกล่องหรือแขวนไว้ เสื้อผ้าจำพวกนี้หากจัดเก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์  ควรหาวิธีการนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ซ่อมแซม ดัดแปลง ตกแต่งใหม่ หรือนำไปบริจาคให้ผู้ที่สามารถสวมใส่ได้ เช่น หลาน ญาติพี่น้อง หรือสถานสงเคราะห์ต่างๆ หรือนำไปขายในราคาถูกได้ เป็นต้น

๔.ปัญหาเรื่องการซักรีด การซักรีดเสื้อผ้าในบ้าน ควรจัดแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม เช่น พี่สาวคนโตมีหน้าที่ซักผ้า พี่สาวคนกลางมีหน้าที่รีดผ้า น้องคนเล็กมีหน้าที่ซักถุงเท้าซักผ้าเช็ดมือ  ซักปลอกหมอน เป็นต้น ส่วนเสื้อผ้าบางประเภทไม่ทนความร้อน หรือผ้าที่ทอจากผ้าไหม เพื่อให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้นควรศึกษาวิธีการรักษาให้เข้าใจก่อนดำเนินการ

 

๒. การเลือกใช้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 

                การแต่งกายให้สวยงามและเหมาะสมกับบุคลิกภาพจำเป็นต้องรู้จักเลือกใช้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายโดยยึดหลักดังนี้

                ๑.รู้จักอำพรางส่วนที่บกพร่องของตนเอง และรู้จักเน้นในส่วนที่เป้นจุดเด่น

                ๒.รู้จักเลือกสีเสื้อผ้าให้เข้ากับสีผิวของตนเอง

                ๓.สวมใส่เสื้อผ้าที่มีความประณีต มีความสะอาด เรียบร้อย

                ๔.รักษาซ่อมแซมเสื้อผ้าให้อยู่ในสภาพดี

                ๕.เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับรูปร่าง โอกาส และกาลเทศะ

                ๖.ใช้เครื่องประดับตกแต่งให้เสื้อผ้าสวยงามยิ่งขึ้น

๒.๑ การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาส 

                ในการแต่งกายเราควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาส ดังนี้

                ๑)เสื้อผ้าสวมใส่อยู่กับบ้าน  ควรเลือกเสื้อผ้าที่สะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้าน เช่น ทำงานบ้าน นอนเล่น เป็นต้น ดังนั้น เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่กับบ้าน ควรเป็นเสื้อผ้าที่ตัวหลวมเล็กน้อย หรือไม่คับจนเกินไป สวมใส่สบาย

                ๒)เสื้อผ้าสวมใส่ไปทำงานหรือไปทำกิจธุระ  ควรเลือกที่หรูกว่าเสื้อผ้าอยู่กับบ้าน และเลือกแบบสุภาพ ปกปิดมิดชิดไม่เปิดเผย สำหรับผู้หญิงไม่ควรใส่เสื้อเปลือยไหล่ เสื้อสายเดี่ยว เสื้อรัดรูป ที่เน้นรูปทรง หรือมองเห็นทรวดทรงชัดเจนเพราะไม่สุภาพ ไม่ปลอดภัย และทำให้ผู้สวมใส่มีคุณค่าความงามทางความรู้สึกของผู้พบเห็นน้อยลง

                ๓)เสื้อผ้าสวมใส่ไปงานเลี้ยงต่างๆ  ควรเป็นแบบเก๋ หรือพิถีพิถันมากกว่าชุดทำงานหรือไปทำธุระ ควรเป็นแบบสุภาพไม่เปิดเผย  ควรเลือกกระเป๋า รองเท้า ให้เข้ากับชุดที่สวมใส่

                ๔)เสื้อผ้าสวมใส่ไปงานเลี้ยงกลางคืน  เลือกเสื้อผ้าที่หรูหราพอสมควร เช่น ตกแต่งด้วยเลื่อม หรือวัสดุอื่นที่ให้แสงวูบวาบ  ไม่ควรเปิดเผยทรวดทรงมากนัก เพาระธรรมเนียมประเพณีไทย ไม่นิยมให้แต่งเปิดเผยมาก โดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งถือว่าไม่สุภาพ และขัดต่อประเพณีนิยม

                ๕)เสื้อผ้าที่ใช่สำหรับงานกลางวัน  นิยมใช้ผ้าธรรมดา ผ้าแพร เนื้อด้าน มีลวดลายและดอกตามความชอบหรือวัสดุอื่น ส่วนการแต่งกายในเวลากลางคืนนั้นนิยมใช้ผ้าแพรเนื้อด้าน หรือผ้าที่มีความมัน เครื่องประดับในกลางคืนจะพิถีพิถันมากกว่างานกลางวัน

๒.๒ การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล สีและวัย 

                การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับฤดูกาล เป็นการเลือกเสื้อผ้าตามความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาพฟ้าดิน อากาศ ซึ่งควรพิจารณาเลือก ดังนี้

๑.ฤดูร้อนนิยมใช้ผ้าสีสว่างสดใส ตามสภาพฟ้าดินอากาศ

๒.ฤดูฝนใช่สีค่อนข้างทึบ เนื้อผ้าไม่บางเกินไป เพราะถ้าเปียกฝนเสื้อผ้าก้อจะช่วยอำพรางสัดส่วนได้

๓.ฤดูหนาวนิยมใช้สีหม่น สีเข้ม เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ให้แก่ร่างกาย

๔.ผู้ที่ผิวสีขาวจะสวมเสื้อผ้าได้ทุกสี ผู้ที่มีผิวคล้ำควรหลีกเลี่ยงสีหม่น สีปนเทา ควรหลีกเลี่ยงสีร้อน เพราะจะทำให้มองดูผิวคล้ำมากขึ้น

๕.การเลือกผ้าตามวัย ควรพิจารณาเลือก ดังนี้

-          เด็กเล็กเหมาะสมที่จะใช้สีอ่อนเพราะดูสะอาดตา เช่น ฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน เขียวอ่อน เหลืองอ่อน เป็นต้น

-          วัยเด็กถึง 12 ขวบ เหมาะสมในการใช้สีอุ่น สีสดใสสะอาดตา ถ้าต้องใช้สีตัดกัน  ควรเป็นปริมาณ ๒๐-๔๐% ควรใช้สีสดใสที่คล้ายธรรมชาติ เช่น สีฟ้า สีน้ำทะเล สีของดอกไม้ใบหญ้าเป็นต้น

-          วัยรุ่น เป็นวัยที่มีความคิดเป็นอิสระ ชอบเพ้อฝัน เบื่อง่าย ชอบแต่งตัวตามแฟชั่น เพื่อให้เกิดจุดเด่น เสื้อผ้าจึงเป็นแบบสะดุดตาตามสมัยนิยม

-          วัยหนุ่มสาว เป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงานสามารถใช้สีได้ทุกสี ทั้งสีสด สีเข้ม สีหม่น โดยดูจากการใช้สอยว่าเป็นชุดในโอกาสใด ควรเลือกให้เข้ากับสีผิว สวมใส่แล้วช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพ

-          วัยสูงอายุ ในสมัยก่อนแฟชั่นของผู้สูงอายุ ใช้ได้ไม่กี่สี เช่น เทา น้ำตาลปนเหลือง แต่ปัจจุบันแฟชั่นของผู้สูงอายุมีทั้งสีอ่อน สีเข้ม สีหม่น แฟชั่นสีสันทำให้ผู้สูงอายุกระปรี้กระเปร่าขึ้น สำหรับผู้สูงอายุที่ทำงานเป็นนักบริหารจะแต่งการเน้นรูปแบบเรียบ มีการตกแต่งเล็กน้อยเพื่อให้สง่างามสมวัย

๓.แบบเหมาะสมกับบุคลิก เช่น เป็นคนสูงใหญ่ ควรเลือกรองเท้าส้นเตี้ยถึงสูงปานกลางเพราะรองเท้าส้นสูง จะทำให้มองดูสูงยิ่งขึ้น คนอ้วนควรใช้รองเท้าแบบเรียบเกลี้ยง เป็นต้น

๔.รูปร่างรองเท้าควรเป็นไปตามเท้าของผู้สวม และแนบกับเท้าทั้งด้านข้างและฝ่าเท้า

๕.ควรเลือกใช้รองเท้าที่เย็บแข็งแรง ทนทาน

๖.เลือกแบบและวัสดุเหมาะสมแก่การใช้งาน เช่นรองเท้าสวมใส่อยู่กับบ้าน ควรเป็นรองเท้าแตะที่ทนทานต่อการใช้งาน สวมใส่สบาย เปียกน้ำได้ เช่น รองเท้ายาง รองเท้าพลาสติก เป็นต้น

๓).กระเป๋าถือ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย มีจำหน่ายหลายขนาด รูปร่างและสีต่างๆกัน เช่น กระเป๋าสะพาย กระเป๋าหนีบ กระเป๋าหูหิ้ว เป็นต้น ควรพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม ดังนี้

๑.ฝีมือการเย็บเรียบร้อย ประณีต

๒.สีของกระเป๋าเข้ากับสีของเสื้อผ้าที่สวมใส่ กระเป๋าสีดำใช้กับเสื้อผ้าได้ทุกสี

๓.ขนาดพอเหมาะ สามารถบรรจุสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้โดยกระเป๋าไม่เสียรูปทรง ปากกระเป๋ากว้างเพื่อให้หยิบของได้สะดวก

๔.ถ้าเป็นกระเป๋าที่มีสายสะพาย หรือกระเป๋าหูหิ้ว จะต้องมีความทนทานแข็งแรง

๕.แบบเหมาะสมกับโอกาสที่ใช้ และถ้าเป็นแบบที่ใช้ได้หลายโอกาสก็จะเป็นการประหยัดรายจ่ายค่าเครื่องแต่งกายได้

๖.เลือกแบบที่เหมาะสมกับบุคลิก เช่น ถ้าเป็นคนตัวเล็ก ไม่ควรเลือกกระเป๋าใบใหญ่เกินไป เป็นต้น

๔.สรุป

          การแต่งกายให้สวยงามและเหมาะสมกับบุคลิกภาพนั้น ผู้สวมใส่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น รูปร่าง วัย สีผิว บุคลิกภาพ และโอกาสที่สวมใส่ รวมทั้งยังต้องรู้จักเลือกเครื่องประกอบการแต่งกาย เช่น รองเท้า กระเป๋า เข็มขัด ให้เหมาะสมกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ ทั้งนี้ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องแต่กาย ควรพิจารณาและเลือกซื้ออย่างละเอียดรอบคอบ