
|
ปัจจัยพื้นฐานและการเปลี่ยนแปลงในเรื่องทรัพยากรก็ดี
ในเรื่องการเจริญเติบโตก็ดี
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของธรรมชาติ
คนส่วนมากคุ้นเคยกับการเจริญเติบโตแบบเรื่อย ๆ
หรืออย่างเชิงเส้น
(linear) เช่น เด็กสูงขึ้นปีละ 5 เซนติเมตร คนประหยัดเก็บเงินสะสมไว้วันละ 5 บาท
การเพิ่มเช่นนี้เป็นแบบเชิงเส้น
แต่สภาพความเป็นจริงของธรรมชาติหาได้เป็นเช่นนั้นอย่างเดียวไม่
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ไม่เชิงเส้น
อัตราการเติบโตนี้เป็นการเพิ่มขึ้นแบบทบต้น
เช่น
เซลล์ของเชื้อโรค
แบ่งตัวเองออกเป็นสองเซลล์ทุก
ๆ สิบนาที ลองนึกดูว่าถ้าหากเป็นเช่นนี้ในเวลาอีก 10 ชั่วโมงต่อมาจะมีจำนวนเท่าไร
การเพิ่มขึ้นเช่นนี้จะทำให้เกิดมีปริมาณมากมายมหาศาล
แต่โดยธรรมชาติแล้ว จะต้องมีการรักษาสมดุลย
หรือมีส่วนที่เข้ามาทำลาย
|

|
|

|
คราวนี้ลองดูว่า
ถ้าเก็บเงินไว้ในกระปุกออมสิน
ปีละ 10
บาท ตลอดต่อเนื่องทุกปี
และอีกวิธีหนึ่ง
นำเงิน 100
บาทไปสมทบได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
7
เปอร์เซ็นต์และทบต้น
|
|
คราวนี้เราลองดูว่า
ถ้าต้องการควบคุมอุณหภูมิห้องให้ได้ 25
องศา แต่ขณะนี้อุณหภูมิยังอยู่ที่ 30
องศา เครื่องปรับอากาศจะต้องทำงาน
ขณะแรกจะเดินเครื่องปรับอากาศเต็มที่
และจะคำนวณความต่างตลอดเวลา
ถ้าอุณหภูมิห้องยังต่างจากอุณหภูมิที่ตั้งไว้
เครื่องปรับอากาศจะทำงานมากเป็นพิเศษ
และจะลดลงเมื่ออุณหภูมิเข้าใกล้เป้าหมาย
และจะเริ่มทำงานเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้คงที่
การควบคุมในลักษณะนี้
ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงในลักษณะไม่เป็นเชิงเส้น
|

|
เราพิจารณาฟังก์ชันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ลองพิจารณาฟังก์ชันการเปลี่ยนแปลงกับเวลาที่สำคัญ
|
ฟังก์ชันการเปลี่ยนแปลงแบบรูปไซน์

|
ที่เวลา
t = 0 เกิดการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใดจาก 0
---> 1 เราเรียกฟังก์ชัน unit step

|
ฟังก์ชันการเปลี่ยนแปลงกับเวลาแบบ
เอ็กซ์โพเนนเชียล

|
|
ฟังก์ชันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว
ซึ่งเราสามารถใช้หลักการทางคณิตศาสตร์
อธิบายได้
การเปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันใด มีให้เห็นอยู่ทั่วไป
เช่น การเปิดปิดสวิตช์ การเริ่มต้นทำงานใดอย่างทันทีทันใด
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและใช้คณิตศาสตร์ในการอธิบาย
และสามารถคำนวณหรือดำเนินการต่าง
ๆ ในทางคณิตศาสตร์ได้ง่าย
โดยเฉพาะรูปแบบ เอ็กซ์โพเนนเชียล และ ไซนูซอยดอล
|
|
ที่มา: รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
|
ฟังก์ชันของ
exponential เป็นฟังก์ชันที่ใช้ได้ง่าย และยังเป็นธรรมชาติที่สามารถวิเคราะห์ได้ง่าย เพราะสามารถทำการ
derivatives และ
integrates ได้ง่าย
ฟังก์ชันอัตราการเจริญเติบโตหรือการเปลี่ยนแปลงแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลที่น่าสนใจ
คือ
|
เมื่อ
|
x ( t )
|
คือ ค่าผลลัพธ์ที่เวลา t
|

|
|
|
A
|
คือ
ค่าสูงสุด
หรือค่า x เมื่อ t = o
|
|
|
e
|
คือ
ฐานของลอการิทมิกธรรมชาติ
= 2.71828
|
|
|
T
|
คือ
ค่าคงตัวของเวลา
|
|
|
t
|
มีหน่วยเป็นวินาที
|
|
|
|
|
|
|
|
|

เมื่อทำให้สเกลสูงสุดเป็น 1 ได้กราฟ
|
และค่า T นี้ เรียกว่า ค่าคงตัวเวลา
ซึ่งถ้า t = T จะได้ค่า e-1
หรือ 1/2.718
ซึ่งมีค่าเท่ากับ
0.368
นั่นคือ เมื่อเวลาค่า T
จะลดลงเหลือ 0.368
ของค่าสูงสุด
และถ้า t = 2T, 3T,
4T ...... ก็จะมีค่าเป็น
e-2, e-3
, e-4,.........ซึ่งจะมีค่าเป็น 0.135,
0.0498, 0.0183 ตามลำดับ
หากนำกราฟผลักกลับเป็น
|
x ( t ) = 1
- e-t/T
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นดังกราฟ
|
|

|
|
ที่มา: รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
|
|

|
ไซนูซอยดอลมีประโยชน์ได้มากมาย
เพราะเป็นฟังก์ชันที่เป็นธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น
§
ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ เช่นการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา
การเคลื่อนที่ของดาวเทียมรอบโลก
§
สัญญาณทางไฟฟ้ากระแสสลับ
§
สัญญาณอื่นที่เป็นรายคาบ
ซึ่งสามารถใช้เทคนิคของอนุกรม
แยกสัญญาณรายคาบนั้นออกเป็น
สัญญาณรูปซายน์หลาย
ๆ รูปประกอบกัน
|
|
รูปไซนูซอยดอลเขียนได้เป็น

|
เมื่อ
|

|
|
x ( t )
|
เป็นค่าผลลัพธ์ที่
t
ใด ๆ
|
|
A
|
เป็นค่าสูง ที่เรียกว่า แอมปลิจูด
|
|

|
เป็นความถี่เชิงมุม มีหน่วยเป็นเรเดียน<WBRต่อวินาที
|
|
t
|
เป็นเวลา
|
|

|
เป็นวัฎภาค
หรือ phase angle มีหน่วยเป็นเรเดียน
|
|
ที่มา: รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
|
|
การแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา (simple pendulum)
|
พิจารณาลูกตุ้มที่ผูกติดกับเชือกเบา
แล้วแกว่งไปมาในแนวดิ่งในทำนองเดียวกับการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา
โดยกำหนดให้
m เป็นมวลของลูกตุ้ม
L เป็นความยาวของเส้นเชือก
Q เป็นมุมที่เส้นเชือกทำกับแนวดิ่ง

จากรูปจะเห็นว่าในขณะที่ลูกตุ้มอยู่ในแนว
กับแนวดิ่ง
การขจัดจะเป็น x ซึ่งถ้า
เป็นมุมเล็ก
ๆ จะได้ว่า x = L
ดังนั้นการขจัดของวัตถุอาจจะเขียนได้ว่าเป็น
x หรือเป็น
ก็ได้
เมื่อพิจารณาแรงน้ำหนัก mg ของลูกตุ้ม
ก็สามารถแตกแรงนี้ออกเป็น 2 ส่วน
คือ mgcos
อยู่ในแนวเดียวกับเส้นเชือก
และ mg sin
ซึ่งอยู่ในแนวเส้นสัมผัส
แรง mg sin
นี่เองที่เป็นแรงดึงกลับที่กระทำต่อลูกตุ้ม
นั่นคือ แรงดึงกลับ
= F = mg sin
ในขณะที่
ระยะทางของวัตถุ = x = LQ
ดังนั้น แรงดึงกลับจึงไม่แปรผันโดยตรงกับระยะทาง
การแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกาไม่น่าเป็น
SHM แต่ถ้ามุม
มีค่าน้อย
ๆ จะได้ว่าในหน่วยเรเดียน
sin
= 
ดังนั้น แรงดึงกลับ
= F = mg 
ระยะทาง
= x = LQ
จึงได้ว่า แรงดึงกลับเป็นสัดส่วนโดยตรงกับระยะทางแล้ว
นั่นคือ การแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกาที่มีมุม
น้อย
ๆ จึงเป็น SHM
พิจารณาแรงดึงกลับ
F = mg
จากรูป เมื่อ
น้อย
ๆ จะได้
= 
ดังนั้น
F = mg
จากกฎข้อ 2
ของนิวตัน
F = ma
ดังนั้น ความเร่งของตุ้มนาฬิกา
= a = 
เนื่องจากการเคลื่อนที่ของลูกตุ้มเป็น
SHM
ดังนั้น
a =
2x
นั่นคือ
2x =
g
หรือ
2 = 
= 
โดย w เป็นความถี่เชิงมุม (angular frequency) = 2
f
ดังนั้น
= 2
f = 
f = 
= ความถึ่ของการแกว่งของลูกตุ้ม
T =
= 2
= คาบของการแกว่งของลูกตุ้ม
ที่มา : นายณสรรค์ ผลโภค, นิตยสารเรียนดี ปี 2 ฉบับที่ 3.
