|
: ชายผู้พิสวาทตัวเลข only
|
|
|
เมื่อ Paul Erdos
(พอล แอร์ดิช) ถึงแก่กรรม หนังสือพิมพ์ The
New York Times ฉบับวันที่ 20 กันยายน
พ.ศ. 2539 ลงข่าวหน้าหนึ่งว่า
วันนี้เป็นวันที่เราได้สูญเสียนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกไป
วงการคณิตศาสตร์รู้ดีว่า
เป็นอัจฉริยะที่มีบุคลิกแปลกไม่เหมือนใคร
และไม่มีใครจะมีวันเหมือน ตลอดชีวิตของเขา
เขาไม่เคยมีที่บ้านเป็นหลักแหล่ง เขาชอบดื่มกาแฟรสจัดขณะทำงาน
และติดยาอี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นนักคณิตศาสตร์ที่มีผลงานมากถึง
1,500 เรื่อง ซึ่งนับว่ามากกว่านักคณิตศาสตร์คนใดในศตวรรษนี้
เกิดที่กรุง Budapest
ในประเทศฮังการี เมื่อปี พ.ศ.
2456 ความเป็นอัจฉริยะของเขาได้เริ่มฉายแสงตั้งแต่สมัยที่เขาอายุยังน้อย
มารดาเขาเล่าว่า
รู้จักเลขลบ (negative
number) เช่น -3, -5, -12,c ตั้งแต่มีอายุได้
4 ขวบ เมื่ออยู่ชั้นประถมเขาสามารถคิดกำลังสองของเลขสี่หลักได้ในใจ
เมื่อยู่ชั้นมัธยมเขาสามารถแสดงวิธีพิสูจน์สมการของ
Pythagorus ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างด้านของสามเหลี่ยมมุมฉาก
คือ a2 = b2 + c2 (เมื่อ a
เป็นด้านตรงข้ามมุมฉาก และ b กับ c เป็นด้านที่ประกอบมุมฉากของสามเหลี่ยม)
ได้ถึง 37 วิธี และเมื่อ
เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยขณะมีอายุ
17 ปี เขาได้ทำให้วงการคณิตศาสตร์ของโลกต้องตะลึง
เมื่อเขาสามารถพิสูจน์ทฤษฎีหนึ่ง ของ Chebyshev ได้ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าวนี้แถลงว่าถ้าเรามีเลขจำนวนเต็มสองจำนวนและจำนวนหนึ่งมีค่าเป็นสองเท่าของอีกจำนวนหนึ่งแล้ว
เราก็จะพบว่า ในระหว่างเลขสองจำนวนนั้นจะมี
เลขเฉพาะ (prime number) อย่างน้อยก็หนึ่งจำนวนเสมอ
(เลขเฉพาะ คือ เลขที่หารด้วย 1 และตัวมันเองเท่านั้นได้ลงตัว ดังนั้น
ตามคำจำกัดความนี้เลข 3, 5, 11, 13,c เป็นเลขเฉพาะแต่ 8, 20, 32,c ไม่เป็นเลขเฉพาะ)
เพื่อให้เห็นความจริงของทฤษฎีบทนี้ สมมติว่าเรามีเลข
7 อยู่หนึ่งจำนวน สองเท่าของ 7 คือ 14 ดังนั้น ทฤษฎี Chebyshev จึงแถลงว่าระหว่างเลข
7 กับ 14 นั้น จะมีเลขเฉพาะอย่างน้อย
1 ตัว ซึ่งในที่นี้ก็คือ เลข 11
และ 13 เช่นนี้เป็นต้น Erdos จึงเป็นนักคณิตศาสตร์คนแรกที่พบวิธีพิสูจน์ทฤษฎีบทนี้และได้แสดงวิธีพิสูจน์ไว้อย่างสวยงามและกระชับยิ่ง
แต่ถึงแม้
จะมีวิธีพิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์ได้อย่างสวยสดงดงามสักปานใด
วิถีชีวิตของ
ก็หาได้งดงามไม่
นับตั้งแต่วันแรกที่ได้อพยพออกจากประเทศฮังการี
เขาได้ย้ายที่ทำงานจากมหาวิทยาลัยในประเทศหนึ่ง
ไปต่างมหาวิทยาลัยในอีกประเทศหนึ่งอยู่เป็นประจำ
โดยมีกระเป๋าติดตัวเพียงสองใบเท่านั้นเอง
และถึงแม้สมบัติในกระเป๋าจะไม่มีค่า
แต่สมองในกะโหลกศีรษะของเขามีค่าควรเมืองยิ่ง
ชอบใช้คำว่า "จากไป"
แทนคำว่า "ตาย"
เพราะมีความเห็นว่า นักคณิตศาสตร์ตายเมื่อใดก็ตามที่เขาหยุดค้นคว้าคณิตศาสตร์
และความจริงก็มีว่า
"ตาย"
ก่อนที่จะ "จากไป" เพียง 1 ชั่วโมง เพราะเขาค้นคว้าคิดคณิตศาสตร์จนถึงชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต
เพราะมีเขามีปณิธานที่จะแสดงให้โลกรู้ว่า
ถึงจะมีอายุ 83 แล้วก็ยังแจ๋ว
และอายุมิได้เป็นข้อจำกัดในการทำงานคณิตศาสตร์แต่อย่างใด
ตลอดระยะเวลา 25 ปีสุดท้ายของชีวิต
มักจะพูดเสมอว่า
คนเราจะเริ่มมีอาการความจำเสื่อมเมื่อ
หนึ่งลืมทฤษฎีคณิตศาสตร์ สองเมื่อลืมรูดซิปกางเกงลง
และสามเมื่อลืมรูดซิปกางเกงขึ้น ดังนั้น ตามความเห็นนี้
ไม่มีอาการความจำเสื่อมแต่อย่างใด
เพราะเขาไม่เคยลืมทฤษฎีคณิตศาสตร์ต่างๆ ที่ตนพบ
เขาใช้ยาอีกระตุ้นให้ตนเองทำงานหนักถึง
19 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันใน
1 สัปดาห์ เขาทำงานหนักมากและไม่ค่อยพักผ่อนเพราะ
มีความคิดว่าเมื่อตายไป
ทุกคนจะมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ตามที่ตนต้องการ
เดินทางติดต่อข้ามทวีปไปทำงานร่วมกับนักคณิตศาสตร์ต่างๆ
ทั่วโลกตลอดเวลา เขาไม่เคยแต่งงาน เพราะไม่มีจิตใจจะหลงรักสตรีใดๆ
และมีความประสงค์ลึกๆ ว่าจะต้องตัดขาดจากความรู้สึกด้านนี้
เขาจึงแต่งกับงานจริงๆ แต่ถ้าเขาแต่งงาน สตรีศรีภริยาของเขาก็จะมีปัญหาสมรสแน่นอน
เพราะเขาขับรถไม่เป็น ซักผ้ารีดผ้าก็ไม่เป็น
วิธีหุงหาอาหารก็ไม่เคยเรียน พูดสั้นๆ คือเขาดูแลตนเองแทบไม่ได้เลย
และเธอต้องดูแลเขาตลอดเวลา เมื่อเขา
"ไร้ความสามารถ" เช่นนี้นักคณิตศาสตร์คนใดที่ต้องการ
มาร่วมงานก็ต้องดูแลเขามาก
และต้องเสียเงินค่าเดินทางให้ แต่ถึงแม้จะรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยหน่ายกับเขามากสักปานใด
นักคณิตศาสตร์เหล่านี้ก็ยอม (ชั่วคราว) เพราะแนวคิดและความรู้ที่
จะถ่ายทอดให้นั้นมีค่ามหาศาลยิ่ง
มีความสามารถมากในการคิดโจทย์และแก้โจทย์
เขามีปณิธานแน่วแน่ที่จะสร้างนักคณิตศาสตร์รุ่นเยาว์
เขาจะสนับสนุนและให้กำลังใจนิสิตและนักศึกษาที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโทและเอกเนืองๆ
เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต
ตาข้างหนึ่งของเขาบอดจึงต้องมีการผ่าตัด
ขณะที่หมอจะผ่าตัดหมอได้หรี่ไฟทำให้
อ่านหนังสือไม่ได้
เขาขอร้องให้หมอโทรศัพท์ไปยังภาควิชาคณิตศาสตร์จัดส่งศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์มาพูดคุยกับ
ขณะรับการผ่าตัดตาเพื่อเขาจะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
เคยร่วมงานกับนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกจำนวนมากถึง
4,500 คน เขามีผลงานทางด้าน number
theory, set theory, combinatorics, graph theory และเรขาคณิต
เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.
2540 Paul Hoffman ได้เรียบเรียงชีวประวัติของ
ลงในหนังสือชื่อ The man Who loved Only Numbers : The Story of Paul
and the Search for Mathematical Truth
หนังสือเล่มนี้หนา 302 หน้า และมีราคา
$23 อันที่จริงแล้วชื่อหนังสือเล่มนี้ไม่สมบูรณ์นัก
เพราะนอกจากคณิตศาสตร์แล้ว
ยังรักเด็กและแม่ของเขามาก
เมื่อเขา "จากไป" เถ้ากระดูกของเขาถูกนำไปฝังใกล้เถ้าของแม่เขาในประเทศฮังการี
และเมื่อเขา "จากไป" นั้น สมาคมคณิตศาสตร์ของอเมริกัน (The
American Mathematical Society and the Mathematics Association of America) ได้จัดงานประชุมไว้อาลัย
ที่ประชุมได้กล่าวถึงผลงานของเขา
และเล่าเกร็ดชีวิตด้านความเฉลียวฉลาดว่องไวของ
ว่าในประวัติของการเล่นเบสบอล
Babe Ruth ได้เคยสร้างสถิติที่ home
run = 714 ครั้ง และเมื่อ Hank Aaron ทำลายสถิติ
= 715 ครั้ง
ได้กล่าวว่า 714
=2 x 3 x 7 x 17 ซึ่ง 2 + 3 + 7 + 17 = 29 และ
715 = 5 x 11 x 13 ซึ่ง 5 + 11 + 13 = 29 เช่นกัน แล้ว
ก็ได้แสดงวิธีพิสูจน์ว่า
หากเรามีเลข 2 จำนวนเรียงกัน (714,
715) ที่สามารถแยกตัวประกอบ (factor) ได้และตัวประกอบเหล่านี้เป็นเลขเฉพาะ
ผลบวกของตัวประกอบจะเท่ากันเสมอ ปัจจุบันนักคณิตศาสตร์รู้จักเลขชุดนี้ว่า
Ruth-Aaron number
ประวัติศาสตร์ของนักคณิตศาสตร์นั้น
มักจะไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ของดาราภาพยนตร์หรือนักการเมือง
แต่หนังสือเล่มนี้ได้บอกคนอ่านว่า นักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่นั้น
เขาใช้ชีวิตอย่างไร และถึงแม้สังคมจะไม่สนใจเขาเลย
เขาก็มีความสุขมากจากการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์แล้วครับ
ที่มา : ดร. สุทัศน์ ยกส้าน, สสวท.