ธรรมชาติของดาวหาง
มนุษยรูสึกขยาดกลัวดาวหาง ปรากฏการณสุริยคราส และจันทรคราส มานานแลว ถึงแมวานักดาราศาสตรสมัยโบราณ จะสามารถพยากรณเวลาเกิดสุริยคราส และจันทรคลาสไดอยางถูกตองมานานนับพัน ปแลวก็ตาม แตสํ าหรับการทํ านายเวลาปรากฏตัวของดาวหางแลว เราเพิ่งรูจักวิธีคํ านวณเมื่อประมาณ 300 ปมานี้เอง
คนจีนสมัยโบราณเมื่อประมาณ 100 ปกอนพุทธกาลนับถือดาวหาง วาเปนเสมือนดาวไมกวาดที่พระ เจาบนสวรรคสงมากวาดโลกมนุษยใหหมดมลทิน Aristotle นักปราชญชาติกรีกไดเคยคิดวา ดาวหางคือชิ้น สวนหนึ่งของโลกที่ไดหลุดลอยไปในทองฟา เวลาเกิดเหตุการณแผนดินไหวอยางรุนแรง และชิ้นสวนนั้นเสียด สีกับอากาศจนลุกไหมเปนประกายไฟ
คนในสมัยโบราณมักจะเชื่อวา ทุกครั้งที่ดาวหางมาปรากฏในทองฟา โลก จะประสบอุบัติภัยราย แรงเชน เกิดโรคระบาด แผนดินไหว หรือสงครามจะเกิด และกษัตริยจะสิ้นพระชนม เชน ในปที่กรุง Jerusalem แตก และ Caesar ตาย นักประวัติศาสตรไดบันทึกวามีดาวหางปรากฏ แตเมื่อครั้งที่จักรพรรดิ Charlemagne จะเสด็จสวรรคตในป พ.ศ. 1351 นั้น กลับไมมีดาวหางใดๆ ปรากฏเลย บรรดาโหรหลวงในราชสํานักไดพากันบิดเบือนประวัติศาสตร โดยไดบันทึกลงไปวามีดาวหางปรากฏในปที่ Charlemagne เสด็จจากโลก สวนในประเทศญี่ปุนนั้น ก็มีความเชื่อกันวา ในปใดที่ดาวหางปรากฏ องคจักรพรรดิที่กํ าลัง ครองราชยขณะนั้นจะตองทําพิธีสะเดาะเคราะหและประชาชนจะตองไมฆาสัตวตัดชีวิตใดๆ จนกระทั่งดาว หางหายลับขอบฟาไป ประวัติศาสตรยังไดบันทึกไวอีกวาในป พ.ศ. 2060 จักรพรรดิ Mocetezuma ที่ 2 ของชนเผา Aztec ในอเมริกากลาง เมื่อไดทอดพระเนตรเห็นดาวหาง พระองครูสึกปริวิตกมากกวา พระผู เปนเจาไดสงสัญญาณบอกใหพระองคทรงสละราชบัลลังก ดังนั้น เมื่อกองทัพสเปนบุก องคจักรพรรดิจึงทรง ยอมยกอาณาจักร Aztec ที่เกรียงไกรใหแมทัพสเปนทันที
ความคิดที่วา ดาวหางคือดาวอัปมงคล ไดเริ่มเลือนรางและสลายจากความคิดของคนทั่วไป เมื่อโลก กาวเขาสูยุควิทยาศาสตร เพราะนักดาราศาสตรไดพบความจริงวา ดาวหางก็ คือ ดาวที่ประกอบดวยกอนนํ้ า แข็ง ดิน หิน และฝุน และดาวหางสวนใหญมีแหลงกํ าเนิดนอกสุริยจักรวาล ณ ที่อยูหางจากดวงอาทิตย ประมาณ 50,000 เทาของระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย นักดาราศาสตรชื่อ J.H. Oort ไดพบบริเวณดังกลาวนี้วา มีดาวหางอยูเปนจํ านวนมากถึง 10 ลานดวง ดาวหางที่มีขนาดเล็กใหญเหลานี้โคจรลอมรอบสุริย จักรวาล กองทัพดาวหางจํ านวนมหาศาลนี้มีชื่อเรียกเปนทางการวา เมฆ Oort ตามชื่อของคนพบเพราะเหตุ วาดาวหางเหลานี้โคจรอยูหางไกลจากดวงอาทิตยมาก ดังนั้น มันจะถูกดวงอาทิตยดึงดูดดวยแรงที่นอยเมื่อ มีดาวฤกษอื่นใดหรือดาวพฤหัสบดีโคจรผานมัน แรงดึงดูดที่มหาศาลของดาวยักษดังกลาว จะทํ าใหวงโคจร ของดาวหางบางดวงในเมฆ Oort พุงเขาหาดวงอาทิตยเปนดาวหางในสุริยจักรวาลทันที
ขณะที่ดาวหางอยูไกลจากดวงอาทิตยมาก อุณหภูมิของดาวหางจะตํ่ าถึง -240 องศาเซลเซียส แต เมื่อมันโคจรเขาใกลดวงอาทิตย ความเร็วของมันจะสูงขึ้นๆ เมื่อแสงอาทิตยจะแผดเผามันมากขึ้นๆ อุณหภูมิของมันจะเพิ่มขึ้นๆ นํ้าแข็งที่อยูบนตัวมัน ก็จะเริ่มละลายและระเหยกลายเปนไอ ไอนํ้ าและฝุนตางๆ เมื่อมีแสงอาทิตยมาปะทะจะถูกความดันแสงผลักออกไป ฝุนที่มีมากนี้จะเคลื่อนที่เปนทางยาวทํ าใหเห็นเปน สวนหางของดาวหาง นักดาราศาสตรประมาณวา ดาวหางบางดวงมีหางยาวถึง 200 ลานกิโลเมตรและดาว หางเปนดาวที่มีความเร็วสูงสุด ในบรรดาดาวทุกดวงของสุริยจักรวาล คือ เร็วถึง 150,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง
เมื่อดาวหางประกอบดวยนํ้าแข็ง และ นํ้ าแข็งเมื่อไดรับแสงอาทิตยมันจะระเหย ดังนั้น เวลาดาวหาง โคจรเขาใกลดวงอาทิตย มันจะสูญเสียมวล นั่น คือ ทุกครั้งที่ดาวหางเขามาเยือนดวงอาทิตย นํ้ าหนักตัวของ มันจะลด จนในที่สุดเมื่อนํ้ าแข็งและฝุนที่มันมีไดระเหย ระเหิดไปจนหมดสิ้น ดาวหางก็จะเหลือแตดิน และหิน มันจะเปลี่ยนสภาพ เปนดาวหางที่ไรหางและไรผูสนใจในที่สุด
ดังเชน กรณีดาวหางฮัลเลย (Halley) ที่มีกํ าหนดจะมาเยือนโลกอีกครั้งในป พ.ศ. 2604 นั้น นักดารา ศาสตรชาติจีนไดบันทึกไววาเคยเห็นดาวหางนี้เปนครั้งแรกเมื่อ 2,600 ปมาแลว ขอมูลที่ไดจากการศึกษา ดาวหางดวงนี้แสดงใหเห็นวา Halley เพิ่งหลุดออกมาจากกลุมเมฆ Oort เมื่อ 23,000 ปกอนนี้ และไดผาน มาใหชาวโลกเห็นยังไมถึง 300 ครั้งดวยซํ้ าไป ภาพถายของดาวหางแสดงใหเราเห็นวา ผิวของมันเปนหลุมเปนบอ ตัวดาวมีรูปรางคลายผลมันฝรั่ง ที่มีขนาดยาว 15 กิโลเมตร และกวาง 4 กิโลเมตร ตัวดาว ประกอบ ดวยแรซิลิเกท และเหล็ก มันหมุนรอบตัวในอัตรา 1 รอบ โดยใชเวลา 2 วัน นักดาราศาสตรไดพบวาเมื่อดาวหาง Halley โคจรผานดวงอาทิตยไปเรียบรอย เมื่อครั้งหลังสุดนี้ ขนาดของมันไดลดไป 2 เมตร ดังนั้น หากมันสลายตัวในอัตรานี้ ในอีก 225,000 ป ดาวหาง Halley จะเหลือแตซาก
นอกจากนํ้าแข็งที่มีอยูอยางอุดมสมบูรณบนดาวหางแลว นักดาราศาสตรยังไดวิเคราะหพบธาตุอื่นๆ เชน ไนโตรเจน โซเดียม คารบอน และกํ ามะถันบนดาวหางอีกดวย ธาตุเหลานี้เปนสารอินทรีย ดังนั้น เวลาดาวหางโคจรผานโลก ฝุนละอองที่มีสารอินทรียประเภทนี้ หากตกลงในนํ้ า ในมหาสมุทร จะสามารถ สรางชีวิตในรูปของกรด amino ได และกรดนี้เมื่อไดมีการกระตุนที่เหมาะสม มันสามารถรวมตัวกันเปน โปรตีน เปน DNA ซึ่งเปนองคประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตอไป ดังนั้นนักชีววิทยาหลายคนจึงเชื่อ วา ดาวหางเปนตัวนํ าชีวิตจากนอกโลกมาจุติบนโลก
แตในขณะเดียวกัน หากดาวหางชนโลก ดาวหางก็เปนดาวยมบาลทันที Luis และ Walter Alvarez สองพอลูกไดพบวา เมื่อ 65 ลานปมาแลว มีดาวหางดวงหนึ่ง ขนาดเสนผาศูนยกลาง 10 กิโลเมตรไดพุงชนโลก ที่บริเวณแหลม Yucatan ในประเทศเม็กซิโก แรงระเบิดที่มากมหาศาลไดสรางความโกลาหลใหทุก ชีวิตบนโลกขณะนั้นจนไดโนเสารตองลมตายจนสูญพันธุ และสัตวเลี้ยงลูกดวยนมไดเริ่มวิวัฒนาการขึ้นมา ครองโลกแทน
ถึงแมวา จะไมมีใครเคยเห็นดาวหางชนโลก (คนหลายคนเคยเห็นดาวหาง Shoemaker-Levy 9 พุง ชนดาวพฤหัสบดี เมื่อ 5 ปกอนนี้) แตนักวิทยาศาสตรก็มีวิธี ทํ านายผลที่จะเกิดได โดยการสรางสถานการณ จํ าลองขึ้นมาใน supercomputer และไดพบวาหากมีดาวหาง ขนาดเสนผาศูนยกลาง 1 กิโลเมตร พุงชนโลกดวยความเร็ว 60 กิโลเมตร/วินาที โลกจะรูสึกเหมือนถูกถลมดวยระเบิดที่หนัก 3 แสนลานตัน ความรอนที่มากมหาศาล จะทํ าใหนํ้าในมหาสมุทรกลายเปนไอลอยขึ้นไปหอหุมโลก ไอนํ้ าและเมฆที่หนาทึบ จะ ปดกั้นแสงอาทิตยมิใหสองถึงผิวโลกนานเปนป อุณหภูมิของโลก จะลดตํ่ าถึงจุดเยือกแข็ง พืชและสัตวกวา 50% จะสูญพันธุ
คํ าถามที่ติดตามและนาสนใจคือ โลกของเราจะถูกดาวหางชนเมื่อไร และถาเราเห็นดาวหางพุงมา ชนเราจะทําอยางไร
คํ าตอบมีวา เราจะทํ าอยางไรนั้นขึ้นกับวาเรารูตัวเมื่อไร หากเรารูตัวลวงหนา 5 ป ดีที่สุดที่ทํ าไดคือ สวดมนต และสวดนักดาราศาสตรที่มีหนาที่เฝาดูดาวอันธพาลนี้วา ทํ าไมไมบอกใหรูกอนนี้นานๆ หากเรารู ตัวลวงหนากอน 10 ป โอกาสการปองกันตัวก็พอมี และถาหากเรารูลวงหนา 50 ป เราก็สามารถสงจรวด หรือยานอวกาศใหพุงเขาไปใกลดาวหาง แลวระเบิดตัวเองโดยหวังวาพลังระเบิดจะผลักใหดาวเปลี่ยนทิศ โคจร ทํ าใหมันชนโลกพลาดไป แตถาหากเรารูลวงหนาถึง 100 ป การสงยานบรรทุกระเบิดเขาใกลดาวหาง แลวจุดชนวนระเบิดก็เปนเรื่องนาทํา แตก็ควรระมัดระวัง เพราะเศษหิน ขยะแข็ง และชิ้นสวนตางๆ ของดาว หางจะตกกลับมาชนโลก และก็เปนไปไดวา ในอีก 100 ปขางหนา เทคโนโลยีของมนุษยมีแสงเลเซอรพลัง งานสูงใช ซึ่งถามีแสงนี้และเราทํ าได เราก็สามารถสงมันไป ทํ าลายกอนนํ้าแข็งนอกพิภพ จนดวงดาวหางดวง นั้นถูกเผาไหมเปนจุล
เรื่องโอกาสการที่โลกถูกชนยังไมมีใครรูแนๆ วาเปนเทาไร แตที่รูแนๆ คือ ไมมีผูอานทานใดมีชีวิต นานพอที่จะคอยดูวาวิธีการทั้งหลายทั้งปวง ที่ผมพูดนี้เปนจริงหรือไมเปนจริงเพียงใด

ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)