
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่าง
ๆใน
1. คลื่นวิทยุ
คลื่นวิทยุ
1.1 ระบบเอเอ็ม (A.M. = amplitude modulation)
ระบบเอเอ็ม มีช่วงความถี่ 530 - 1600 kHz(
กิโลเฮิรตซ์ ) สื่อสาร
ใน
1.2 ระบบ
ระบบเอฟเอ็ม มีช่วงความถี่ 88 - 108 MHz (เมกะเฮิรตซ์)
สื่อสาร
ใน
2. คลื่นโทรทัศน์และไมโครเวฟ
คลื่นโทรทัศน์
เนื่องจาก
3. รังสีอินฟาเรด (infrared
rays)
รังสีอินฟาเรด
4. แสง (light)
แสง
|
สี |
ความยาวคลื่น (nm) |
|
ม่วง |
380-450 |
|
น้ำเงิน |
450-500 |
|
เขียว |
500-570 |
|
เหลือง |
570-590 |
|
แสด |
590-610 |
|
แดง |
610-760 |
5. รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet rays)
รังสีอัลตราไวโอเลต
หรือ รังสีเหนือม่วง มี
6. รังสีเอกซ์ (X-rays)
รังสีเอกซ์ มีความถี่
7. รังสีแกมมา (
-rays)
รังสีแกมมา
สมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1. ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่
2. อัตราเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกชนิดในสุญญากาศเท่ากับ 299,792,458
m/s ซึ่งเท่ากับ อัตราเร็วของแสง
3. เป็นคลื่นตามขวาง
4. ถ่ายเทพลังงานจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
5. ถูกปล่อยออกมาและถูกดูดกลืนได้โดยสสาร
6. ไม่มีประจุไฟฟ้า
7. คลื่นสามารถแทรกสอด สะท้อน หักเห และเลี้ยวเบนได้
ใจความของทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์กล่าวว่าเมื่อสนามแม่เหล็กบริเวณหนึ่ง
เปลี่ยนแปลงจะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า
โดยสนามที่ถูกเหนี่ยวนำจะมีระนาบตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง และในเช่นเดียวกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้า
ก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก ในระนาบที่ตั้งฉากกับสนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง
เฮิร์ตได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามแนวคิดของแมกว์เวล
โดยใช้ขดลวดเหนี่ยวนำทำให้เกิดค่าความต่างศักย์สูงสุดที่ปลายขดลวด
ซึ่งมีลูกกลม B โดยมีช่องว่าง แคบ
เมื่อความต่างศักย์สูง อากาศจึงแตกตัวเป็นไอออน นำไฟฟ้าได้
ซึ่งจะเห็นเป็นประกายไฟออกมา
จากนั้นใช้จานโลหะรูปพาราบารมีลอยผ่าน
วางห่างช่องแคบๆนั้น ปรากฎว่า
เมื่อให้เกิดค่าความต่างศักย์สูงสุดที่ปลายขดลวด และเกิดประกายไฟ
เครื่องรับที่เป็นวงแหวนก็เกิดประกายไฟด้วย
ซึ่งผลการทดลองได้สนับสนุน
ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามแนวคิดของแมกว์เวล
ตามความคิดของแมกเวลล์ซึ่งกล่าวว่า
การเหนี่ยวนำสนามไฟฟ้านั้นจะเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ต้อง มีตัวนำไฟฟ้าอยู่ด้วย นั่นหมายถึง ณ ที่ว่างรอบๆ
ก็สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้
เมื่อสนามไฟฟ้าในที่ว่างใดๆ
เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเวลา จะเหนี่ยวนำให้ สนามแม่เหล็กเกิดการเปลี่ยนแปลงตามเวลา
ไปในขณะเดียวกันด้วย
และสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เปลี่ยนก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดการสนานไฟฟ้าอีกต่อเนื่องกันไป
การเกิดต่อเนื่องกันนี้ทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้น
เมื่ออิเล็กตรอนในสายอากาศเคลื่อนที่แบบซิมเปิลฮาร์โมนิกอย่างง่ายจะทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกจากสายอากาศ ระนาบของสนามไฟฟ้าจะตั้งฉากกับ
สนามแม่เหล็ก
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวาง เพราะมีสมบัติการโพราไลซ์เซชัน(Polalization) ทิศของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีทุกทิศทุกทาง
(3 มิติ) ยกเว้นในแนวเส้นตรงเดียวกับสายอากาศ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความถี่เดียวกันมีชื่อเรียกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด