พยาธิตัวจี้ด
มีผู้ใหญ่หลายท่านมักห้ามเด็กๆ
ไม่ให้รับประทานแหนมดิบๆ โดยบอกกับเด็กว่า "ระวังจะเป็นพยาธิตัวจี๊ด"
แต่เมื่อเด็กถามกลับมาว่า "พยาธิตัวจี๊ดมีลักษณะอย่างไร
?" ก็ไม่สามารถอธิบายได้ท่านล่ะ
! บอกได้หรือไม่ว่าลักษณะพยาธิตัวจี๊ดเป็นอย่างไร
ทำไมการบริโภคอาหารดิบๆ สุกๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคพยาธิตัวจี๊ด
พยาธิตัวจี๊ด (Gnathostoma spp.) เป็นพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งที่มีรายงานการ
ตรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2379 โดยริชาร์ด โอเวน (Richard Owen) นักสัตววิทยาชาวอังกฤษ พบในก้อนทูม
(tumour) บริเวณกระเพาะอาหารของเสือโคร่ง
(Felis tigris)ซึ่งตายด้วยสาเหตุเส้นเลือดแดงใหญ่แตก
ณ สวนสัตว์กรุงลอนดอน และให้ชื่อพยาธิชนิดนี้ว่า
Gnathostoma spinigerum
ต่อมามีรายงานเกี่ยวกับพยาธิตัวนี้ในสัตว์ป่าอีกหลายชนิด
ตลอดจนในคน มีรายงานว่าพบพยาธิตัวจี๊ดในคนครั้งแรกในปี
พ.ศ. 2432 โดยนายแพทย์ดอนท์เซอร์
(dentzer) ตรวจพบจากบริเวณเต้านมของหญิงไทยและเรียกชื่อพยาธิตัวนี้ว่า
Cheiracthus siamensisภายหลังมีรายงานว่าเป็นชนิดเดียวกับ
Gnathostoma spinigerum
การศึกษาทางชีววิทยาและอนุกรมวิธาน
ได้มีการจัดหมวดหมู่ของพยาธิตัวจี๊ดได้ดังนี้
Phylum Nematheiminthes Chass Nematoda Order Eunematoda Superorder Spiruroidea Family Gnathostominae Genus Ganthostoma |
Genus Gnathostoma มีรายงานไว้ทั้งหมด 19 ชนิด
แต่ในประเทศไทยมีรายงานการค้นพบเพียง
4 ชนิด คือ G.spinigerum,
G.hispidum, G.doloresi,
G.vietnamicum
ลักษณะพยาธิตัวจี๊ดโดยทั่วไป
ตัวเต็มวัย (adult) ลำตัวจะกลมยาวเรียวจากหัวไปหาง
ลำตัวใส่วนหัวแยกจากส่วนลำตัวโดย
มีคอคอด หัวค่อนข้างกลม มีริมฝีปาก 1
คู่ มีขอเล็กๆ (hook or hooklets)
ล้อมรอบส่วนหัว 8 แถว ภายในมีถุง
4 ถุง (ballonets) แต่ละถุงมีช่องต่อกับลำตัวข้างหลอดอาหาร
ปลายถุงต้นลำตัวเป็นผนังหนา (cuticle) มีรอยย่นตลอดลำตัวมีหนามปกคลุม
โดยเฉพาะส่วนต้นของลำตัวจะหนาแน่นกว่า
ส่วนอื่น ตัวผู้มีขนาดประมาณ 11 - 25 มิลลิเมตร กว้าง 1 - 1.5
มิลลิเมตร ปลายหางจะแผ่กว้างออกมีขอ
(spicule) 2 อัน โผล่ให้เห็นที่ช่องขับถ่าย
(Cloaca) ตัว เมียมีขนาดยาวประมาณ
25 - 54 มิลลิเมตร กว้าง 1 - 2 มิลลิเมตร จะมีหางเรียวเล็กกว่าตัวผู้ มีช่องเปิดระบบสืบพันธุ์
(vulva) มีรูเปิดช่องคลอด (vagina)
1 ช่อง ต่อจากช่องคลอดเป็นมดลูก (uterus)
แยกเป็น 2 ท่อและมีไข่เต็มมดลูก

ภาพประกอบ 1 ตัวเต็มวัยพยาธิตัวจี๊ด
ลักษณะไข่ (egg) หัวท้ายจะมนเกือบเท่ากันมีจุกเมือก
(mucoid plug) อยู่ทีปลายข้างหนึ่ง
เปลือกไข่บางสีน้ำตาล มีขนาดประมาณ 42 x 79 ไมครอน

ภาพประกอบ 2 ไข่พยาธิตัวจี๊ด
ลักษณะตัวอ่อนระยะที่หนึ่ง
(first stage larva) รูปร่างจะเรียกยาวจากหัวไปท้าย
ที่หัวมีหนามสั้นๆ 1 แถว มีปลอกหุ้มรอบ
ตัวขนาดประมาณ 15.8 x 265.3 ไมครอน

ภาพประกอบ 3 ระยะที่หนึ่งพยาธิตัวจี๊ด
ตัวอ่อนระยะที่สอง
(second stage larva) ตัวอ่อนระยะนี้ ไม่มีปลอกหุ้ม
มีริมฝีปาก 1 คู่ ขนาดเท่ากัน
บริเวณหัวมีหนาม 4 แถว มีหลอดอาหารและลำไส้
มีรอยย่นของนามที่ลำตัวชัดปลายหางมนมีขนาดประมาณ
61.6 x 372.5 ไมครอน

ภาพประกอบ 4 ระยะที่สองพยาธิตัวจี๊ด
ตัวอ่อนระยะที่สาม
(third stage larva) เป็นระยะติดต่อมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัย
แต่ขนาดเล็กกว่า ลักษณะหนามไม่ชัดเจน ความยาวประมาณ
4.5 - 6.31 มิลลิเมตร ส่วนใหญ่จะขดตัวอยู่ในซีสต์
(cyst) ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
1 - 2 มิลลิเมตร

ภาพประกอบ 5 ตัวอ่อนระยะที่สามขดตัวอยู่ในซีสต์
วงจรของพยาธิตัวจี๊ด (lifecycle)

ตัวเต็มวัย อาศัยอยู่ที่ก้อนทูม
(tumour) ในกระเพาะอาหารของสัตว์กินเนื้อ
(carnivore) เช่นแมว สุนัข ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้ให้อาศัยโดยแท้
ท้จริง (definitive host) เมื่อพยาธิตัวจี๊ดผสมพันธุ์ภายในก้อนทูมตัวเมียจะออกไข่และปล่อยออกทางรูติดต่อของ
ก้อนทูมไปตามลำไส้ของสัตว์กินเนื้อออกมาพร้อม
กับอุจจาระ จากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนระยะที่หนึ่งภายใน
7 วัน ที่อุณหภูมิประมาณ 27 0C

ภาพประกอบ 6 ก้อนทูมที่บริเวณผนังกระเพาะของแมว
ภายใต้มีพยาธิตัวจี๊ด
§
เมื่อไข่ฟักตัวเป็นตัวอ่อนพยาธิจี๊ดระยะที่หนึ่งแล้ว
ตัวอ่อนพยาธิจะถูกกินโดยกุ้งไร (cyclop) ซึ่งเป็นผู้ให้อาศัยตัวที่หนึ่ง
(first intermidiate host) จากนั้นตัวอ่อนพยาธิจะไชกระเพาะกุ้งไรเข้าไปอยู่บริเวณช่องว่างกลางลำตัว
ประมาณ 10 วัน ตัว อ่อนจะลอกคราบ 1 ครั้ง เจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่สองต่อไป
§
ตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ด ระยะที่สองจะถูกผู้ให้อาศัยตัวที่สอง
(second intermidiate host) ซึ่งได้แก่ ปลาน้ำจืด
กบ กุ้ง งู ไก่ (โดยเฉพาะปลาไหลมีรายงานว่าติด
เชื้อพยาธิตัวจี๊ดมากที่สุด) กินและจะไชออกจากกระเพาะของผู้ให้อาศัยที่สองไปเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่สามโดยขดตัวอยู่ในซีสต์ฝังตัวอยู่ตามกล้ามเนื้อของผู้ให้อาศัยตัวที่สอง
ตัวอ่อนระยะที่สาม นี้จะเป็นระยะติดต่อ
(infective stage) ซึ่งจะเจริญเป็นตัวเต็มวัยต่อไป
(mature adult worm) ถ้ามีผู้ให้อาศัยโดยแท้จริงกินผู้ให้อาศัยตัวที่สองที่มีตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ดฝังตัวอยู่ในลักษณะซีสต์
§
คนเป็นผู้ให้อาศัยโดยบังเอิญ
(accidental
host) โดยได้รับพยาธิจากการบริโภคปลาหรือเนื้อสัตว์
ที่มีตัวอ่อนพยาธิตัวจี๊ดระยะที่สามอยู่
ตัวอ่อนที่ขดอยู่ในซีสต์และไชทะลุกระเพาะ
อาหารของคนแล้วเคลื่อนตัวผ่านตับ และไปยังส่วน
ต่าง ๆ ของร่างกายทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามอวัยวะที่ตัวอ่อนพยาธิเคลื่อนที่ไป
§
ปัจจุบันโรคพยาธิตัวจี๊ดยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอย่างหนึ่งของประเทศไทย
เนื่องจากอุปนิสัยการบริโภคของคนไ
ทยนิยมบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ มักจะพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ดผิวหนังจะอักเสบหรือเป็นรอยคดเคี้ยวไปมา
และถ้าตัวอ่อนของพยาธิตัวจี๊ดเคลื่อนที่ไปตาม
ตา หู ปอด ช่องท้อง ทางเดินปัสสาวะ มดลูก ไขสันหลังหรือแม้กระทั่งสมองจะทำให้เกิดอาการ
ตาอักเสบ ตาบอด ปวดแก้วหู เจ็บหน้าอก มีก้อนในช่องท้องกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ปลายประสาทหรือไขสันหลังอักเสบ เลือดตกในสมองและอาจเสียชีวิตได้มีรายงานว่าพยาธิตัวจี๊ดมีชีวิตอยู่ในร่างกายของคนได้นานถึง
14 ปี ปัจจุบันมีการทดลองใช้ยารักษาพยาธิตัวจี๊ดหลายชนิด
เช่น Diethyl carbamazine, Pgreennidolone,
Quinie sulfate, Mebendazole
และ Levamisole จากรายงานพบว่าไม่
มีตัวยาใดรักษาได้ดีเท่ากับการผ่าตัวตัวพยาธิออกจากร่างกายของผู้ป่วย
§
ดังนั้นผู้ป่วยที่ติดเชื้อพยาธิตัวจี๊ดแล้วมักไม่หายขาดและจะพบว่าตามผิวหนังจะปรากฏริ้วรอย
คดเคี้ยวไปมา มีอาการคัน และเจ็บจี๊ด ๆ ทำความรำคาญให้แก่ผู้ป่วย
เช่นนี้กระมังจึงเรียกพยาธิชนิดนี้ว่า "พยาธิตัวจี๊ด"
การป้องกันโรคพยาธิตัวจี๊ดทำได้ไม่ยากคือไม่บริโภคอาหารในลักษณะสุก
ๆ ดิบ ๆ ลาบ ก้อย แหนม ปลาไหลผัดเผ็ด ควรปรุงให้สุกก่อนบริโภคแล้วท่านจะปลอด
ภัยจากโรคพยาธิตัวจี๊ด