เพราะพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีมากมาย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทุกคนก็คือผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งสิ้น เช่น การทิ้งขยะลงบนท้องถนน การต่อท่อน้ำทิ้งในบ้านลงท่อระบายน้ำสาธารณะ โดยไม่ผ่านระบบบำบัด การทิ้งของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง การใช้สารเคมีที่มีพิษในการเกษตรกรรมมากเกินไป การเผาและการตัดไม้ทำลายป่า การทำให้เกิดเสียงดังที่รบกวนและการทิ้งกากของเสียอันตรายสู่สถานที่สาธารณะ เป็นต้น

 

 

เพราะพฤติกรรมของมนุษย์นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนก็คือผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษในสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งสิ้น เช่น การทิ้งขยะลงบนท้องถนน การต่อท่อน้ำทิ้งในบ้านลงท่อระบายน้ำสาธารณะ โดยไม่ผ่านระบบบำบัด การทิ้งของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง การใช้สารเคมีที่มีพิษในการเกษตรกรรมมากเกินไป การเผาและการตัดไม้ทำลายป่า การทำให้เกิดเสียงดังที่รบกวนและการทิ้งกากของเสียอันตรายสู่สถานที่สาธารณะ เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

แต่ทุก ๆ คนคิดไม่ถึงว่าเป็นความผิดของ "ตนเอง" ในวันนี้ประชาชนทุกคน ภาครัฐ และเอกชน ควรมีความรู้สึกร่วมกันในการพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น เพื่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้คงอยู่อย่างยาวนานสืบไป

แล้วเราจะอยู่เฉยให้เป็นไปอย่างเดิมหรือ ?

1. ใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างที่ไม่มีสารที่ทำลายสภาพน้ำเจือปนอยู่ โดยใช้ผงซักฟอกที่ผสม ZEOLITE ที่มีในการดูแลรักษาน้ำ

2. การซักผ้าด้วยมือควรปิดก๊อกน้ำเมื่อน้ำเต็มภาชนะรองรับหรือซักเครื่อ

3. ควรรวบรวมผ้าให้พอดีกับความสามารถของเครื่องซักผ้าในแต่ละครั้ง เพราะต้องใช้น้ำประมาณ 100-200 ลิตรและจะช่วยประหยัดไฟฟ้าไม่ให้สิ้นเปลืองมากจนเกินไป

4. การใช้น้ำประปา ปิดก๊อกให้สนิทหลังการใช้ควรจัดหาภาชนะรองน้ำให้ได้ตามต้องการแล้วจึงนำไปใช้ ซึ่งจะง่ายและประหยัดกว่าการเปิดน้ำใช้จากก๊อกและสายยางโดยตรง

5. ตรวจและซ่อมแซม ท่อ/ก๊อกน้ำที่ชำรุดเพราะน้ำ 10 หยดใน 1 นาทีนั้นจะรวมกันได้ถึง 3,000 ลิตรในหนึ่งปี

6. การล้างจาน ชาม และภาชนะ ควรรวบรวมให้มีปริมาณมากพอแล้วจึงล้างพร้อมกันในอ่าง ไม่ควรล้างโดยตรงจากก๊อก

7. ควรอาบน้ำด้วยการตักจากภาชนะที่เก็บน้ำได้แทนการอาบจากฝักบัว ซึ่งต้องใช้น้ำครั้งละ 20 ลิตร/คน และไม่นอนแช่ในอ่างอาบน้ำ

8. แปรงฟันหรือโกนหนวดด้วยการใช้แก้ว หรือขันรองน้ำแทนการเปิดน้ำโดยตรงจากก๊อก ซึ่งทำให้เสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ถึง 9 ลิตรต่อนาที

9. การใช้ห้องสุขาด้วยการกดชักโครกเพียงครั้งเดียวจะทำให้เปลืองน้ำมากถึง 15-20 ลิตร จึงควรใช้ระบบขันตักราดหรือใช้อิฐมอญ 2-3 ก้อน หรือขวดพลาสติกใส่น้ำใส่ไว้ในชักโครกเพื่อแทนที่น้ำ

10. หากบ้านเรือนของท่านตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ควรสร้างส้วมให้ถูกสุขลักษณะ ไม่ทิ้งของเสียในน้ำเพราะจะเป็นที่มาของเชื้อโรค และทำให้น้ำเน่าเสีย ขยะมูลฝอยต่าง ๆ ควรเก็บใส่ถังขยะแยกขยะเปียกจำพวกเศษอาหารและขยะแห้งจำพวกเศษกระดาษถุงพลาสติกออกจากกันโดยจัดหาภาชนะแยกขยะออกจากกันเพื่อความสะดวกต่อการเก็บขนขยะและการแยกกำจัด

11. ซ่อมแซมสิ่งของหรือเสื้อผ้าสมาชิกในบ้านเมื่อเกิดการชำรุดขึ้นมาแทนที่จะโยนทิ้งหรือไปซื้อใหม่ เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรที่นำมาเป็นวัตถุดิบ

ป้องกันอากาศร้อนในบ้านด้วยวิธีง่าย ๆ เป็นธรรมชาติ เช่น ปลูกต้นไม้บังแสงแดด ทำม่านกันแสงและสร้างหน้าต่างกันทิศทางลมเพื่อลดการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

§         ถ้าจะเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ ควรเลือกใช้หลอด ชนิดประหยัดไฟจะประหยัดได้ถึง 75-80% และอายุการใช้งานก็ยาวนานกว่าหลอดไส้ถึง 7 เท่า

§         ต้องหมั่นดูแลและทำความสะอาดหลอดไฟ ถ้าปล่อยให้ฝุ่นหนาฝ้าเกาะแสงก็จะสลัว เราก็จะต้องใช้ไฟมากหลอดเวลาจ่ายค่าไฟคงไม่สบายเท่าไหร

§         โทรทัศน์ทั้งขนาดและระบบมีผลต่อการใช้ไฟ เช่น ระบบรีโมทคอน-โทรลจะเปลืองไฟตลอดเวลาแม้ในขณะที่ไม่ได้ใช้รีโม

 

  • หากจะเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ควรเลือกซื้อรุ่นประหยัดพลังงานพร้อมควรเช็คสักนิดให้แน่ใจในประสิทธิภาพว่าเหมาะพอดีกับจำนวนคนและพื้นที่
  • ปรับอุณหภูมิให้พอดี ควรอยู่ที่ 25oC เพราะความเย็นที่เพิ่มขึ้นคือค่าไฟที่เพิ่มตาม
  • ไม่ควรทำอาหาร ต้มน้ำในห้องแอร์ เพราะเครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักขึ้น
  • ต้องขยันทำความสะอาดไส้กรองอากาศอาทิตย์ละครั้ง จะช่วยประหยัดไฟและให้ความเย็นเร็วขึ้น

§         ตู้เย็น 2 ประตูใช้คอมเพรสเซอร์ใหญ่กว่า เปลืองไฟกว่า ควรเลือกตู้เย็นที่มีขนาดพอเหมาะ ระวังไว้สักนิดว่าตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ จะกินไฟเพิ่มกว่าธรรมดา

§         ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่มีฉนวนกันความร้อนหนาเพื่อป้องกันการถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่า

§         ควรตั้งตู้เย็นห่างผนังอย่างน้อย 15 ซม. เพื่อช่วยระบายความร้อน หมั่นละลายน้ำแข็งอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรเปิดบ่อย ๆ หรือเปิดทิ้งไว้

§         นำของเข้าแช่ต้องมั่นใจว่าไม่เป็นของร้อน หรือใส่ของจนแน่นตู้เพราะตู้เย็นจะทำงานหนัก

  • ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้
  • ประหยัดพลังงานในครัวด้วยการหุงต้มด้วยก๊าซจะดีกว่าการใช้เตาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถึงสามเท่าของก๊าซ
  • การรีดผ้าเป็นการใช้ไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองมากจึงควรรีดครั้งละมาก ๆ เพราะในการที่เตารีดจะร้อนแต่ละครั้งนั้น ใช้พลังงานไฟฟ้ามากทีเดียว
  • เปิดโทรทัศน์ หรือวิทยุเฉพาะเวลาที่ต้องการดู

§         พยายามใช้ถุงหรือกล่องกระดาษ แทนที่จะใช้กล่องโฟมหรือถุงพลาสติก

§         ควรนำถุงผ้าหรือตะกร้าจ่ายตลาดติดตัวไปสำหรับใส่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและไม่ต้องหิ้วของพะรุงพะรัง

  • บ้านที่ร่มรื่นน่าอยู่เขียวขจีไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด คือความภูมิใจที่เราจะได้เป็นผู้ปลูกและดูแลอย่างดีด้วยตัวเราเอง ต้นไม้แต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกันเราจึงควรที่จะศึกษานิสัยของต้นไม้แต่ละชนิดก่อนนำมาปลูก
  • พยายามจัดสวนให้เป็นธรรมชาติ ปลูกพืชพื้นเมือง ไม่ควรปลูกเฉพาะหญ้าเต็มทั้งสนามเพราะจะเปลืองน้ำมาก
  • ไม่เผาใบไม้แห้งหรือเศษขยะควรใช้วิธีขุดหลุมฝังเพื่อให้เกิดการย่อยสลาย โดยขบวนการทางธรรมชาติซึ่งเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้ดินอีกด้วย

 

การรดน้ำต้นไม้ที่ถูกวิธีและประหยัดน้ำ คือ

1. รดน้ำเฉพาะตรงโคนต้นแทนที่จะรดใบให้ชุ่มเพื่อให้น้ำไปถึงระดับรากได้

2. ควรรดน้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อยในตอนเช้าหรือตอนเย็นโดยปล่อยให้ใบแห้งก่อนค่ำ เพื่อป้องกันการเกิดโรคในขณะที่ใบพืชชื้น แต่ในฤดูร้อนควรรดน้ำ 2 ครั้ง เช้า-เย็น การรดน้ำต้นไม้ในตอนกลางวัน จะสิ้นเปลืองน้ำมากเพราะน้ำจะระเหยไปกับไอแดดได้เร็วกว่า 4-8 เท่าตัว

ช่วงหน้าแล้งไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำไปกับหญ้าที่กำลังเหลือง เพราะเป็นช่วงที่ธรรมชาติต้องเป็นเช่นนั้นเมื่อถึงฤดูฝนหญ้าก็จะกลับเขียวขึ้นมาเองโดยไม่ต้องเปลืองน้ำ

3. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักบำรุงต้นไม้แทนการใช้ปุ๋ยเคมี

4. กำจัดวัชพืชในสนามหญ้าด้วยการขุดออกหรือถอนทิ้งแทนการใช้ยาปราบวัชพืช

ปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในบ้านทดแทนความรู้สึกผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้นไม้แต่ละต้นให้ความร่มรื่น ใบไม้แต่ละใบช่วยป้องกันฝุ่นละออง ช่วยกรองเสียงดังจากภายนอกเป็นที่อยู่อาศัยของนกและสามารถปลูกเป็นรั้วบ้านช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้สวยงาม

§         ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่วในการขับขี่ยานพาหนะ

§         ใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่ช่วยลดปัญหาอากาศเสีย

§         ไม่ปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ด้วยตนเอง นำรถเข้าเช็คโดยช่างผู้ชำนาญเมื่อครบรอบการใช้งานโดยสม่ำเสมอ เพราะการปรับแต่งเครื่องยนต์โดยไม่ถูกวิธีคือการเพิ่มสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม

  • ช่วยกันลดปัญหาเสียงดังรบกวนโดยการติดตั้งเครื่องดักเสียงและท่อพัก
  • ใช้วิธีเดิน ขี่จักรยาน หรือขึ้นรถประจำทางให้มากขึ้นแทนการใช้รถส่วนตัว
  • หมั่นดูแลรักษาสภาพรถเพราะรถที่อยู่ในสภาพดีนั้นกินน้ำมันน้อยและปล่อยสารพิษออกมาน้อย ตรวจสอบดูปริมาณการใช้น้ำมันต่อ กิโเมตรของรถอยู่เสมอ เมื่อลดต่ำลงผิดปกติ ควรนำรถตรวจซ่อมบำรุงรักษาหม้อกรองอากาศ ตรวจน้ำมันให้สะอาดอยู่เสมอ หากยางอ่อนตัวคุณจะต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มถึง 5% และเลือกใช้รถที่ประหยัดน้ำมันจะดีกว่า
  • อย่าสตาร์ทรถทิ้งไว้เฉย ๆ ขณะจอดคอย เพราะทำให้รถหนักและรถที่หนักย่อมทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่า

§         ก่อนออกจากบ้านควรวางแผนก่อนว่าจะไปที่ใดบ้างเพื่อจัดระยะทางอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เสียเวลาบนท้องถนนน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ และเป็นการช่วยลดมลพิษอีกด้วย

§         ลดการใช้รถยนต์หลายคัน นั่งรวมกันไปจะประหยัดกว่า

  • เราสามารถประหยัดทรัพยากรได้ในทุก ๆ ที่ ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมีพอใช้สำหรับเรา ลูกหลาน และทุก ๆ คนบนโลกไปอีกยาวนานพึงระลึกไว้เสมอว่าเราต้องโค่นต้นไม้ใหญ่ ๆ ถึง 15 ต้น เพื่อนำมาแปรรูปเป็นกระดาษ 1 ตัน ดังนั้นเอกสาร หนังสือ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ที่ผลิตด้วยกระดาษเมื่อไม่ต้องการอย่าทิ้ง ควรนำไปชั่งกิโลขายเพื่อแปรสภาพนำกลับมาใช้ใหม่
  • ใช้กระดาษให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำกระดาษด้านที่ว่างมาใช้ประโยชน์ และถ่ายเอกสารใช้ทั้งสองด้าน

§         ซองจดหมายใช้แล้ว นำกลับมาเวียนใช้อีกครั้ง สำหรับการติดต่อภายในสำนักงาน

§         เลือกใช้เครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่ ๆ ที่มีปุ่มประหยัดไฟ และเครื่องถ่ายเอกสารไม่ควรอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพราะนอกจากเครื่องปรับอากาศจะทำงานหนัก แล้ว ฝุ่นหมึกที่ฟุ้งกระจายจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

§         เครื่องเป่ามือที่ใช้ในห้องน้ำถ้าไม่จำเป็นไม่ควรติดตั้ง

§         กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ควรเลือกใช้ที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิ

§         พยายามใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท

§         ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้แล้ว

§         ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดตั้งชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีสมาชิกร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน เพื่อรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนเกิดความตระหนักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน

§         สนับสนุนการจัดมุมสิ่งแวดล้อมขึ้นในห้องสมุดโรงเรียนหรือที่ทำงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมพร้อมปลูกฝังและเป็นตัวอย่างอันดีแก่ลูกหลาน

§         การท่องเที่ยวโดยปราศจากการรักษาสภาพแวดล้อมทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าทั้งบนบก และใต้ท้องทะเลต้องมีสภาพทรุดโทรมอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมดูแลรักษาด้วยจิตสำนึกที่ว่า มรดกทางธรรมชาติอันงดงามเหล่านี้เป็นของเราทุกคนด้วยการ

§         ไม่ทิ้งถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวดแก้ว เศษอาหารหรือขยะใด ๆ ในลำธารป่าเขาหรือทะเล

§         ไม่สลักชื่อหรือขีดเขียนใด ๆ บนผนังถ้ำ ก้อนหินในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

§         ไม่เก็บพันธุ์ไม้ หรือกระทำสิ่งใดที่เป็นการเคลื่อนย้ายหรือรบกวนระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ขูดขีดต้นไม้ หรือเด็ดกิ่งไม้ระวังการทิ้งก้านไม้ขีดติดไฟก้นบุหรี่ในป่า และดับกองไฟที่ก่อไว้ให้สนิทเพื่อป้องกันการกันการเกิดไฟป่าที่จะทำลายพื้นที่ป่าไม้ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความงดงามตามธรรมชาติ สัตว์ป่าและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินได้ ไม่สนับสนุนสินค้าใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำลายป่าและการทารุณสัตว์ป่า

……คุณทำได้…….


ที่มา : รวบรวมจาก  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม   กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรากฏการณ์เรือนกระจก ( Greenhouse Effect )

    ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง สภาพที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซต่าง ๆ ในบรรยากาศผิวโลกมีปริมาณเกินภาวะสมดุล ทำให้เกิดปรากฏการณ์คล้ายกระจกหลังคาที่หุ้มเรือนกระจก และทำให้อุณหภูมิระหว่างผิวโลกกัฐก๊าซดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศของโลก

สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
การพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีผลต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก สู่บรรยากาศมากขึ้น ก๊าซเรือนกระจกที่ควรรู้จักมีดังนี้

1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO )
คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นก๊าซที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศตลอดเวลา จากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้การทำลายพื้นที่ป่าไม้ยังเป็น การเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากขาดต้นไม้ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทีเกิด จากการ เผาไหม้ทำให้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เหลืออยู่มากในบรรยากาศ

2. ก๊าซคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ( Chiorofluorocarbons, CFC )
ก๊าซ ซีเอฟซีมีหลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาใช้กันมาก คือ ซีเอฟซี 11 ซีเอฟซี 12 ซีเอฟซี 22 เป็นก๊าซที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้สำหรับทำความเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ใช้เป็นสารขับดันในกระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ เช่น สเปรย์ปรับอากาศ สีกระป๋อง เมื่อมนุษย์นำสารซีเอฟซี ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมหรือนำผลิตภัณฑ์มาใช้ สารซีเอฟซี จะระเหยเป็นไอลอยสู่บรรยากาศและจะดูดกลืนอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานกว่า 100 ปี และมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1 หมื่นเท่า

    ปัญหาอีกประการคือ ซีเอฟซี จะลดปริมาณโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ปกติโอโซนในชั้นนี้จะทำหน้าที่ดูดกลืน รังสีอัลตราไวโอเลตที่มาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์ไม่ให้ผ่านทะลุมายังพื้นโลก เมื่อโอโซนลดลง รังสีอัลตราไวโอเลตถูกปล่อยลงสู่พื้นโลกมากขึ้นอาจส่งผลต่อมนุษย์โดยทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ตาเป็นต้อกระจก
     นอกจากก๊าซทั้งสองชนิดที่กล่าวมานี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และโอโซน ซึ่งก๊าซเหล่านี้มีค่าเก็บกักความร้อนเป็น 30 150 และ 2,000 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ตามลำดับ โดยมีเทนเป็นก๊าซที่เกิด จากบ่อถ่านหินหลุมก๊าซธรรมชาติ จากการเผาอินทรีย์สาร การฝังขยะ และจากการสลายตัวของสารอินทรีย์แบบไม่มีอากาศ
( Anaerobic ) รวมทั้งการทำนาข้าว ส่วน ไรตรัสออกไซด์เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้มวลชีวภาพ สำหรับโอโซนเกิดจากปฏิกิริยาของก๊าซมลภาวะต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนโตรเจนออกไซด์กับแสงอาทิตย์

 

 

ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก

ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ มีดังนี้

1. ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 0.8 องศาเซลเซียสต่อระยะ 10 ปี ทำให้น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น พื้นที่เพาะปลูกลดน้อยลง แต่ทะเลทรายเพิ่มขึ้น

2. ฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ในเขตเมืองหนาว ฤดูหนาวจะสั้นลง ฝนตกมากขึ้น ฤดูร้อนจะยาวมากขึ้น อากาศจะร้อนและแห้งแล้ง ส่วนเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน บริเวณที่แห้งแล้งจะแห้งแล้งมากขึ้น ดินเสื่อมคุณภาพมากขึ้น บริเวณที่ชุ่มชื้นจะมีฝนมากขึ้น พายุรุนแรงและเกิดอุทกภัยบ่อยขึ้น

3. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น ปริมาณของน้ำทะเล ประกอบกับน้ำจากขั้วโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เป็นสาเหตุของการพังทลายบริเวณชายฝั่ง ระบบชลประทาน และการระบายน้ำได้รับความเสียหาย เกิดการรุกล้ำของน้ำเค็มในผิวดิน แม่น้ำ พื้นที่ไร่นา ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเพาะปลูก และอุตสาหกรรมชายทะเล นอกจากนี้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจทำให้บริเวณหาดทรายหรือเกาะต่าง ๆ จมหายไปใต้น้ำ เกิดภาวะน้ำท่วม ปัญหามลพิษทางน้ำ

4. ผลผลิตทางการเกษตรลดลงหรือต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะสภาพดินฟ้า อากาศ และพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ความเหมาะสมลดลง มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชมากขึ้น เกิดความเสียหายทางการเกษตร อาหารจะขาดแคลน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม

5. สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ถูกทำลายไปจากโลก เป็นผลจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น จะเกิดความแห้งแล้ง ดินเค็ม น้ำท่วม ทำให้แหล่งกำเนิดและถิ่นที่อยู่อาศัยของพืช สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์ถูกทำลายลงทุกที และบางชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลก

6. เนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยจะทำให้เป็นมะเร็งที่ผิวหนังมากขึ้น

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปัญหาทรัพยากรดิน
     ในทางปฐพีวิทยา ดิน ( Soil ) เป็นเทหวัตถุธรรมชาติที่เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ ปกคลุมผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นวัตถุที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตและการทรงตัวของพืช

ปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรดิน
    
ปัญหาเกี่ยวกับดินที่พบในแต่ละพื้นที่ มีหลายประการ เช่น (ราตรี ภารา, 2538)

    1. ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
    
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เช่น การเพาะปลูกพืชแบบซ้ำซาก การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี ดินเกิดกษัยการ หรือการพังทลายของดิน ( Soil Erosion )

    2. ดินมีสภาพเป็นกรด ด่าง หรือเกลือ
    ดินกรดหรือดินที่มีสภาพเป็นกรด ( Acid Soil ) หมายถึงดินที่มีปฏิกิริยาทางเคมีเป็นกรดทั่ว ๆ ไป หรือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง
( pH ) ต่ำกว่า 7ดินด่าง หรือดินที่มีสภาพเป็นด่าง ( Alkaline Soils ) หมายถึงดินที่มีปฏิกิริยาทางเคมีเป็นด่าง มีความเป็นกรดเป็นด่างมากกว่า 7

    3. ดินอินทรีย์หรือดินพรุ ดินอินทรีย์ ( Organic Soils )     หมายถึงดินที่เกิดจากการสลายตัวเน่าเปื่อยผุพังของพืชพรรณไม้ตามธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ในแอ่งที่ลุ่มน้ำแช่ขัง ล้มตายทับถมกันเป็นเวลานานนับพันปีจน เป็นชั้นหนา ซากพืชที่เกิดจากการทับถมกันนี้ จะมีสีน้ำตาลแดงเข้ม หรือสีน้ำตาลคล้ำจนถึงดำ มีอินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่า 20 % ดินชั้นล่าง เป็นดินเหนียวมีสภาพเป็นกรดจัด
     สำหรับคำว่า ” พรุ ” จะหมายถึงบริเวณที่ลุ่มมีน้ำขังอยู่ตลอดปีมีพืชพรรณขึ้นอยู่และตายทับถมกันเป็นเวลานานหลายพันปี เกิดเป็นชั้นดินที่มีอินทรียวัตถุ ุุล้วนๆ ความหนาของชั้นดินไม่แน่นอน แต่ใจกลางพรุจะหนามากที่สุด

  

  4. ดินทรายจัด ( Sandy Soils )
     หมายถึงดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายหรือดินทรายปนดินร่วน
เกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 50 เซ็นติเมตร เนื้อดินประกอบด้วย
เม็ดทรายล้วน ๆ มีขนาดค่อนข้างหยาบ มีความโปร่งตัว
น้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินล่างได้สะดวก ไม่สามารถอุ้มน้ำ
หรือเก็บความชื้นไว้ในดินได้ ธาตุอาหารพืชถูกชะล้างไปได้ง่าย
จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ปลูกพืชไม่ค่อยจะได้ผล

    5. ดินตื้น
    
ดินตื้น ( Shallow Soils ) หมายถึงดินที่มีลูกรัง ศิลาแลง
ก้อนกรวดหรือเศษหินเป็นจำนวนมากอยู่ในดินตื้นกว่า 50 เซนติเมตร
หรือเป็นชั้นของหิน ที่กีดขวางการชอนไชของรากพืช ทำให้ปริมาณ
ของเนื้อดินน้อยลง จนขาดแหล่งเก็บความชื้นและธาตุอาหารสำหรับพืช
เป็นอุปสรรคไม่เหมาะสมกับการ ปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ

    6. มลพิษในดิน หมายถึงภาวะที่ดินได้รับสารปนเปื้อนในปริมาณ
ที่มากกว่าอัตราการสลายตัวหรือการเสื่อมฤทธิ์ของสารนั้นจนทำให้เกิด
การสะสมของสารพิษหรือเชื้อโรคต่าง ๆซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อการ เจริญเติบโตและการเจริญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศนี้