
|

|
ป้องกันอากาศร้อนในบ้านด้วยวิธีง่าย
ๆ เป็นธรรมชาติ เช่น ปลูกต้นไม้บังแสงแดด ทำม่านกันแสงและสร้างหน้าต่างกันทิศทางลมเพื่อลดการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
§
ถ้าจะเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ ควรเลือกใช้หลอด ชนิดประหยัดไฟจะประหยัดได้ถึง
75-80% และอายุการใช้งานก็ยาวนานกว่าหลอดไส้ถึง
7 เท่า
§
ต้องหมั่นดูแลและทำความสะอาดหลอดไฟ ถ้าปล่อยให้ฝุ่นหนาฝ้าเกาะแสงก็จะสลัว เราก็จะต้องใช้ไฟมากหลอดเวลาจ่ายค่าไฟคงไม่สบายเท่าไหร่
§
โทรทัศน์ทั้งขนาดและระบบมีผลต่อการใช้ไฟ เช่น ระบบรีโมทคอน-โทรลจะเปลืองไฟตลอดเวลาแม้ในขณะที่ไม่ได้ใช้รีโมท
|
- หากจะเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ควรเลือกซื้อรุ่นประหยัดพลังงานพร้อมควรเช็คสักนิดให้แน่ใจในประสิทธิภาพว่าเหมาะพอดีกับจำนวนคนและพื้นที่
- ปรับอุณหภูมิให้พอดี ควรอยู่ที่ 25oC เพราะความเย็นที่เพิ่มขึ้นคือค่าไฟที่เพิ่มตาม
- ไม่ควรทำอาหาร ต้มน้ำในห้องแอร์ เพราะเครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักขึ้น
- ต้องขยันทำความสะอาดไส้กรองอากาศอาทิตย์ละครั้ง จะช่วยประหยัดไฟและให้ความเย็นเร็วขึ้น
|

|
§
ตู้เย็น
2 ประตูใช้คอมเพรสเซอร์ใหญ่กว่า เปลืองไฟกว่า ควรเลือกตู้เย็นที่มีขนาดพอเหมาะ ระวังไว้สักนิดว่าตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ จะกินไฟเพิ่มกว่าธรรมดา
§
ควรเลือกซื้อตู้เย็นที่มีฉนวนกันความร้อนหนาเพื่อป้องกันการถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่า
§
ควรตั้งตู้เย็นห่างผนังอย่างน้อย
15 ซม. เพื่อช่วยระบายความร้อน หมั่นละลายน้ำแข็งอย่างสม่ำเสมอ
และไม่ควรเปิดบ่อย ๆ หรือเปิดทิ้งไว้
§
นำของเข้าแช่ต้องมั่นใจว่าไม่เป็นของร้อน
หรือใส่ของจนแน่นตู้เพราะตู้เย็นจะทำงานหนัก
|

|
- ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้
- ประหยัดพลังงานในครัวด้วยการหุงต้มด้วยก๊าซจะดีกว่าการใช้เตาไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถึงสามเท่าของก๊าซ
- การรีดผ้าเป็นการใช้ไฟฟ้าที่สิ้นเปลืองมากจึงควรรีดครั้งละมาก
ๆ
เพราะในการที่เตารีดจะร้อนแต่ละครั้งนั้น ใช้พลังงานไฟฟ้ามากทีเดียว
- เปิดโทรทัศน์ หรือวิทยุเฉพาะเวลาที่ต้องการดู
|

§
พยายามใช้ถุงหรือกล่องกระดาษ แทนที่จะใช้กล่องโฟมหรือถุงพลาสติก
§
ควรนำถุงผ้าหรือตะกร้าจ่ายตลาดติดตัวไปสำหรับใส่ของเล็ก
ๆ น้อย ๆ
เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและไม่ต้องหิ้วของพะรุงพะรัง

- บ้านที่ร่มรื่นน่าอยู่เขียวขจีไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด
คือความภูมิใจที่เราจะได้เป็นผู้ปลูกและดูแลอย่างดีด้วยตัวเราเอง ต้นไม้แต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกันเราจึงควรที่จะศึกษานิสัยของต้นไม้แต่ละชนิดก่อนนำมาปลูก
- พยายามจัดสวนให้เป็นธรรมชาติ ปลูกพืชพื้นเมือง ไม่ควรปลูกเฉพาะหญ้าเต็มทั้งสนามเพราะจะเปลืองน้ำมาก
- ไม่เผาใบไม้แห้งหรือเศษขยะควรใช้วิธีขุดหลุมฝังเพื่อให้เกิดการย่อยสลาย โดยขบวนการทางธรรมชาติซึ่งเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้ดินอีกด้วย
|
|
|

|
การรดน้ำต้นไม้ที่ถูกวิธีและประหยัดน้ำ คือ
1. รดน้ำเฉพาะตรงโคนต้นแทนที่จะรดใบให้ชุ่มเพื่อให้น้ำไปถึงระดับรากได้
2. ควรรดน้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อยในตอนเช้าหรือตอนเย็นโดยปล่อยให้ใบแห้งก่อนค่ำ เพื่อป้องกันการเกิดโรคในขณะที่ใบพืชชื้น แต่ในฤดูร้อนควรรดน้ำ
2 ครั้ง เช้า-เย็น การรดน้ำต้นไม้ในตอนกลางวัน จะสิ้นเปลืองน้ำมากเพราะน้ำจะระเหยไปกับไอแดดได้เร็วกว่า
4-8 เท่าตัว
ช่วงหน้าแล้งไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำไปกับหญ้าที่กำลังเหลือง
เพราะเป็นช่วงที่ธรรมชาติต้องเป็นเช่นนั้นเมื่อถึงฤดูฝนหญ้าก็จะกลับเขียวขึ้นมาเองโดยไม่ต้องเปลืองน้ำ
|
3. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักบำรุงต้นไม้แทนการใช้ปุ๋ยเคมี
4. กำจัดวัชพืชในสนามหญ้าด้วยการขุดออกหรือถอนทิ้งแทนการใช้ยาปราบวัชพืช
ปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในบ้านทดแทนความรู้สึกผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้นไม้แต่ละต้นให้ความร่มรื่น ใบไม้แต่ละใบช่วยป้องกันฝุ่นละออง ช่วยกรองเสียงดังจากภายนอกเป็นที่อยู่อาศัยของนกและสามารถปลูกเป็นรั้วบ้านช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้สวยงาม

§
ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่วในการขับขี่ยานพาหนะ
§
ใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ที่ช่วยลดปัญหาอากาศเสีย
§
ไม่ปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ด้วยตนเอง นำรถเข้าเช็คโดยช่างผู้ชำนาญเมื่อครบรอบการใช้งานโดยสม่ำเสมอ เพราะการปรับแต่งเครื่องยนต์โดยไม่ถูกวิธีคือการเพิ่มสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
|

|
- ช่วยกันลดปัญหาเสียงดังรบกวนโดยการติดตั้งเครื่องดักเสียงและท่อพัก
- ใช้วิธีเดิน ขี่จักรยาน หรือขึ้นรถประจำทางให้มากขึ้นแทนการใช้รถส่วนตัว
- หมั่นดูแลรักษาสภาพรถเพราะรถที่อยู่ในสภาพดีนั้นกินน้ำมันน้อยและปล่อยสารพิษออกมาน้อย ตรวจสอบดูปริมาณการใช้น้ำมันต่อ กิโเมตรของรถอยู่เสมอ เมื่อลดต่ำลงผิดปกติ ควรนำรถตรวจซ่อมบำรุงรักษาหม้อกรองอากาศ ตรวจน้ำมันให้สะอาดอยู่เสมอ หากยางอ่อนตัวคุณจะต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มถึง
5% และเลือกใช้รถที่ประหยัดน้ำมันจะดีกว่า
- อย่าสตาร์ทรถทิ้งไว้เฉย
ๆ ขณะจอดคอย เพราะทำให้รถหนักและรถที่หนักย่อมทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่า
|
§
ก่อนออกจากบ้านควรวางแผนก่อนว่าจะไปที่ใดบ้างเพื่อจัดระยะทางอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เสียเวลาบนท้องถนนน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
และเป็นการช่วยลดมลพิษอีกด้วย
§
ลดการใช้รถยนต์หลายคัน นั่งรวมกันไปจะประหยัดกว่า

- เราสามารถประหยัดทรัพยากรได้ในทุก
ๆ ที่
ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมีพอใช้สำหรับเรา ลูกหลาน และทุก ๆ คนบนโลกไปอีกยาวนานพึงระลึกไว้เสมอว่าเราต้องโค่นต้นไม้ใหญ่
ๆ
ถึง 15 ต้น เพื่อนำมาแปรรูปเป็นกระดาษ
1 ตัน ดังนั้นเอกสาร หนังสือ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ที่ผลิตด้วยกระดาษเมื่อไม่ต้องการอย่าทิ้ง ควรนำไปชั่งกิโลขายเพื่อแปรสภาพนำกลับมาใช้ใหม่
- ใช้กระดาษให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำกระดาษด้านที่ว่างมาใช้ประโยชน์
และถ่ายเอกสารใช้ทั้งสองด้าน
|

|
§
ซองจดหมายใช้แล้ว นำกลับมาเวียนใช้อีกครั้ง สำหรับการติดต่อภายในสำนักงานฯ
§
เลือกใช้เครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่
ๆ ที่มีปุ่มประหยัดไฟ
และเครื่องถ่ายเอกสารไม่ควรอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพราะนอกจากเครื่องปรับอากาศจะทำงานหนัก แล้ว ฝุ่นหมึกที่ฟุ้งกระจายจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
§
เครื่องเป่ามือที่ใช้ในห้องน้ำถ้าไม่จำเป็นไม่ควรติดตั้ง
§
กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า ควรเลือกใช้ที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิ
§
พยายามใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์
§
ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้แล้ว
§
ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดตั้งชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีสมาชิกร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน เพื่อรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนเกิดความตระหนักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน
§
สนับสนุนการจัดมุมสิ่งแวดล้อมขึ้นในห้องสมุดโรงเรียนหรือที่ทำงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมพร้อมปลูกฝังและเป็นตัวอย่างอันดีแก่ลูกหลาน

§
การท่องเที่ยวโดยปราศจากการรักษาสภาพแวดล้อมทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าทั้งบนบก
และใต้ท้องทะเลต้องมีสภาพทรุดโทรมอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมดูแลรักษาด้วยจิตสำนึกที่ว่า มรดกทางธรรมชาติอันงดงามเหล่านี้เป็นของเราทุกคนด้วยการ
§
ไม่ทิ้งถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวดแก้ว เศษอาหารหรือขยะใด ๆ ในลำธารป่าเขาหรือทะเล
§
ไม่สลักชื่อหรือขีดเขียนใด
ๆ บนผนังถ้ำ ก้อนหินในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
§
ไม่เก็บพันธุ์ไม้
หรือกระทำสิ่งใดที่เป็นการเคลื่อนย้ายหรือรบกวนระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ขูดขีดต้นไม้ หรือเด็ดกิ่งไม้ระวังการทิ้งก้านไม้ขีดติดไฟก้นบุหรี่ในป่า
และดับกองไฟที่ก่อไว้ให้สนิทเพื่อป้องกันการกันการเกิดไฟป่าที่จะทำลายพื้นที่ป่าไม้ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความงดงามตามธรรมชาติ สัตว์ป่าและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินได้ ไม่สนับสนุนสินค้าใด
ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำลายป่าและการทารุณสัตว์ป่า
คุณทำได้
.

ที่มา
: รวบรวมจาก
กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
|
|
|
|
|
ปรากฏการณ์เรือนกระจก
( Greenhouse
Effect )
ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง สภาพที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซต่าง
ๆ ในบรรยากาศผิวโลกมีปริมาณเกินภาวะสมดุล ทำให้เกิดปรากฏการณ์คล้ายกระจกหลังคาที่หุ้มเรือนกระจก
และทำให้อุณหภูมิระหว่างผิวโลกกัฐก๊าซดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศของโลก
สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
การพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรม
และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีผลต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก
สู่บรรยากาศมากขึ้น ก๊าซเรือนกระจกที่ควรรู้จักมีดังนี้
1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO )
คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
ซึ่งเป็นก๊าซที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศตลอดเวลา จากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้การทำลายพื้นที่ป่าไม้ยังเป็น
การเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากขาดต้นไม้ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทีเกิด
จากการ เผาไหม้ทำให้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เหลืออยู่มากในบรรยากาศ
2. ก๊าซคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ( Chiorofluorocarbons, CFC )
ก๊าซ ซีเอฟซีมีหลายชนิด
แต่ที่นิยมนำมาใช้กันมาก คือ ซีเอฟซี 11 ซีเอฟซี 12 ซีเอฟซี 22 เป็นก๊าซที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้สำหรับทำความเย็นในตู้เย็น
เครื่องปรับอากาศ ใช้เป็นสารขับดันในกระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ เช่น สเปรย์ปรับอากาศ
สีกระป๋อง เมื่อมนุษย์นำสารซีเอฟซี
ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมหรือนำผลิตภัณฑ์มาใช้ สารซีเอฟซี
จะระเหยเป็นไอลอยสู่บรรยากาศและจะดูดกลืนอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานกว่า
100 ปี และมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1 หมื่นเท่า
ปัญหาอีกประการคือ
ซีเอฟซี จะลดปริมาณโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ปกติโอโซนในชั้นนี้จะทำหน้าที่ดูดกลืน
รังสีอัลตราไวโอเลตที่มาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์ไม่ให้ผ่านทะลุมายังพื้นโลก
เมื่อโอโซนลดลง รังสีอัลตราไวโอเลตถูกปล่อยลงสู่พื้นโลกมากขึ้นอาจส่งผลต่อมนุษย์โดยทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
ตาเป็นต้อกระจก
นอกจากก๊าซทั้งสองชนิดที่กล่าวมานี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกอื่น
ๆ ที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และโอโซน
ซึ่งก๊าซเหล่านี้มีค่าเก็บกักความร้อนเป็น 30 150 และ
2,000 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ตามลำดับ โดยมีเทนเป็นก๊าซที่เกิด
จากบ่อถ่านหินหลุมก๊าซธรรมชาติ จากการเผาอินทรีย์สาร การฝังขยะ และจากการสลายตัวของสารอินทรีย์แบบไม่มีอากาศ
( Anaerobic ) รวมทั้งการทำนาข้าว ส่วน
ไรตรัสออกไซด์เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้มวลชีวภาพ สำหรับโอโซนเกิดจากปฏิกิริยาของก๊าซมลภาวะต่าง
ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนโตรเจนออกไซด์กับแสงอาทิตย์
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก
ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ มีดังนี้
1. ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น
โดยเฉลี่ย 0.8 องศาเซลเซียสต่อระยะ
10 ปี ทำให้น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลาย
ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น
พื้นที่เพาะปลูกลดน้อยลง แต่ทะเลทรายเพิ่มขึ้น
2. ฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ในเขตเมืองหนาว ฤดูหนาวจะสั้นลง ฝนตกมากขึ้น
ฤดูร้อนจะยาวมากขึ้น อากาศจะร้อนและแห้งแล้ง ส่วนเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน
บริเวณที่แห้งแล้งจะแห้งแล้งมากขึ้น ดินเสื่อมคุณภาพมากขึ้น
บริเวณที่ชุ่มชื้นจะมีฝนมากขึ้น พายุรุนแรงและเกิดอุทกภัยบ่อยขึ้น
3. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น ปริมาณของน้ำทะเล
ประกอบกับน้ำจากขั้วโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
เป็นสาเหตุของการพังทลายบริเวณชายฝั่ง ระบบชลประทาน และการระบายน้ำได้รับความเสียหาย
เกิดการรุกล้ำของน้ำเค็มในผิวดิน แม่น้ำ พื้นที่ไร่นา ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเพาะปลูก
และอุตสาหกรรมชายทะเล นอกจากนี้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจทำให้บริเวณหาดทรายหรือเกาะต่าง
ๆ จมหายไปใต้น้ำ เกิดภาวะน้ำท่วม ปัญหามลพิษทางน้ำ
4. ผลผลิตทางการเกษตรลดลงหรือต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
เพราะสภาพดินฟ้า อากาศ และพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย
ความเหมาะสมลดลง มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชมากขึ้น เกิดความเสียหายทางการเกษตร
อาหารจะขาดแคลน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม
5. สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
ถูกทำลายไปจากโลก เป็นผลจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น
จะเกิดความแห้งแล้ง ดินเค็ม น้ำท่วม ทำให้แหล่งกำเนิดและถิ่นที่อยู่อาศัยของพืช
สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์ถูกทำลายลงทุกที
และบางชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลก
6. เนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น
ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์
โดยจะทำให้เป็นมะเร็งที่ผิวหนังมากขึ้น
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ปัญหาทรัพยากรดิน
ในทางปฐพีวิทยา ดิน ( Soil ) เป็นเทหวัตถุธรรมชาติที่เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ
ปกคลุมผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นวัตถุที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตและการทรงตัวของพืช
ปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรดิน
ปัญหาเกี่ยวกับดินที่พบในแต่ละพื้นที่
มีหลายประการ เช่น (ราตรี ภารา, 2538)
1.
ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
เช่น การเพาะปลูกพืชแบบซ้ำซาก การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธี
ดินเกิดกษัยการ หรือการพังทลายของดิน ( Soil Erosion )
2.
ดินมีสภาพเป็นกรด ด่าง หรือเกลือ
ดินกรดหรือดินที่มีสภาพเป็นกรด ( Acid Soil ) หมายถึงดินที่มีปฏิกิริยาทางเคมีเป็นกรดทั่ว
ๆ ไป หรือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง
( pH ) ต่ำกว่า 7ดินด่าง
หรือดินที่มีสภาพเป็นด่าง ( Alkaline Soils ) หมายถึงดินที่มีปฏิกิริยาทางเคมีเป็นด่าง
มีความเป็นกรดเป็นด่างมากกว่า 7
3.
ดินอินทรีย์หรือดินพรุ ดินอินทรีย์ ( Organic Soils )
หมายถึงดินที่เกิดจากการสลายตัวเน่าเปื่อยผุพังของพืชพรรณไม้ตามธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ในแอ่งที่ลุ่มน้ำแช่ขัง
ล้มตายทับถมกันเป็นเวลานานนับพันปีจน เป็นชั้นหนา
ซากพืชที่เกิดจากการทับถมกันนี้ จะมีสีน้ำตาลแดงเข้ม หรือสีน้ำตาลคล้ำจนถึงดำ มีอินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่า
20 % ดินชั้นล่าง เป็นดินเหนียวมีสภาพเป็นกรดจัด
สำหรับคำว่า พรุ
จะหมายถึงบริเวณที่ลุ่มมีน้ำขังอยู่ตลอดปีมีพืชพรรณขึ้นอยู่และตายทับถมกันเป็นเวลานานหลายพันปี
เกิดเป็นชั้นดินที่มีอินทรียวัตถุ ุุล้วนๆ
ความหนาของชั้นดินไม่แน่นอน แต่ใจกลางพรุจะหนามากที่สุด
|
|
|
4.
ดินทรายจัด ( Sandy Soils )
หมายถึงดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายหรือดินทรายปนดินร่วน
เกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 50 เซ็นติเมตร เนื้อดินประกอบด้วย
เม็ดทรายล้วน ๆ มีขนาดค่อนข้างหยาบ มีความโปร่งตัว
น้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินล่างได้สะดวก ไม่สามารถอุ้มน้ำ
หรือเก็บความชื้นไว้ในดินได้ ธาตุอาหารพืชถูกชะล้างไปได้ง่าย
จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ปลูกพืชไม่ค่อยจะได้ผล
5.
ดินตื้น
ดินตื้น
( Shallow Soils ) หมายถึงดินที่มีลูกรัง ศิลาแลง
ก้อนกรวดหรือเศษหินเป็นจำนวนมากอยู่ในดินตื้นกว่า 50 เซนติเมตร
หรือเป็นชั้นของหิน ที่กีดขวางการชอนไชของรากพืช ทำให้ปริมาณ
ของเนื้อดินน้อยลง จนขาดแหล่งเก็บความชื้นและธาตุอาหารสำหรับพืช
เป็นอุปสรรคไม่เหมาะสมกับการ ปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ
6.
มลพิษในดิน หมายถึงภาวะที่ดินได้รับสารปนเปื้อนในปริมาณ
ที่มากกว่าอัตราการสลายตัวหรือการเสื่อมฤทธิ์ของสารนั้นจนทำให้เกิด
การสะสมของสารพิษหรือเชื้อโรคต่าง ๆซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อการ
เจริญเติบโตและการเจริญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศนี้
|
|

|
|