หิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่น่ารัก และสวยงาม ช่วยเติมสีสันให้กับท้องฟ้ายามค่ำคืน เพราะหิ่งห้อยมันมีแสง อยู่ในตัวของมันเอง แสงที่มันเปล่งออกมาสวยงามมาก ในท้องถิ่นของพวกเรา(อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี) ก็มีหิ่งห้อย ถึงแม้จะไม่มากนัก แต่ก็ทำให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่นี่ สวยงามได้เช่นกัน หิ่งห้อยส่วนมากจะอยู่ตามริมน้ำ เกาะอยู่ตามใบไม้หรือที่ชื้นแฉะ จากที่พวกเราสังเกต เราจะพบหิ่งห้อยได้มากในฤดูร้อน เพราะชาวบ้านบางคนเชื่อว่า หิ่งห้อย เป็นสัญญาณของการมาเยือนหน้าร้อน

ที่น่าประทับใจอีกอย่างหนึ่ง ของหิ่งห้อยก็คือ หิ่งห้อยที่ตายแล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น การนำปีกของมันมาทำเครื่องประดับ เช่น ต่างหูใส่ให้เด็ก ๆ เล่นกัน และเท่าที่พวกเราทราบ จากการอ่านในบทความเกี่ยวกับหิงห้อย พบว่ามันยังมีประโยชน์คือ สามารถนำหิ่งห้อย 7-8 ตัว มาใช้เทียนตะเกียงในการอ่านหนังสือในตอนกลางคืนได้

เรารู้สึกว่าหิ่งห้อยเป็นแมลงที่มหัศจรรย์มาก มันสามารถสร้างทั้งความน่ารัก สวยงาม และความน่ากลัว ไปพร้อม ๆ กัน เพราะชาวบ้านบางคนเชื่อว่า หิ่งห้อยที่เปล่งแสงในยามค่ำคืน คือ ผีกระสือ ที่ออกหากินในเวลากลางคืน แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ แต่อย่างไรก็ตามหิ่งห้อย ก็ถือว่าเป็นสัตว์ที่น่าจะอนุรักษ์ไว้อีกชนิดหนึ่ง ดังพระราชดำริของพระนางเจ้าสิริกิตย์ ว่า "หิ่งห้อยเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและธรรมชาติ ให้สวนพฤกษศาสตร์ทำการศึกษาความสัมพันธ์ของพรรณไม้ป่าของหิ่งห้อยให้ทราบครบวงจรชีวิต"

ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคน ได้ทำความรู้จัก และเข้าใจในชีวิตของหิ่งห้อยกับ สิ่งที่พวกเราได้ค้นคว้าและนำเสนอ ต่อไปนี้

ลักษณะสำคัญของหิ่งห้อย

ลักษณะร่างกายที่สำคัญก็มีหลายอย่างด้วยกันอาทิเช่นของหิ่งห้อย

1. ปีกของหิ่งห้อย มีลักษณะปีกไม่แข็ง ปีกมีสีดำตรงกลางส่วนขอบจะเป็นสีเหลืองทั้งสองข้าง ปีกของมันจะมี 2 ชั้น ชั้นที่ 2จะมีลักษณะสีดำบาง

2. หัว หัวของหิ่งห้อยมีลักษณะวงรี มีสีเหลืองปนน้ำตาลมีหนวด 2 ข้างสีดำ หัวของมันจะมีกอบสีเหลืองปนน้ำตาล มาครอบไว้ใต้กอบของมันจะมีตาโตสีดำ และปาก

3. ลำตัว ลำตัวจะมีลักษณะเป็นปล้อง หน้าอกของหิ่งห้อยจะอยู่ปล้องบนสุด จะมีลักษณะนูนแข็งสีดำ ตรงกลางจะมีปล้อง 3 ปล้อง จะเป็นสีดำ ส่วน 2 ปล้องสุดท้ายซึ่งบริเวณนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นส่วน ที่สามารถเปล่งแสงได้และตรงนี้จะมีลักษณะเป็นสีขาวส่วนปลายสุดท้าย จะมีขนาดเล็กสุดจะมีสีเหลือง

4. ขา ขาของหิ่งห้อยมีลักษณะเป็น 3 ข้อ มี 6 ขา ปลายขาของหิ่งห้อย จะเป็นเหนี่ยว ๆ เพราะเป็นที่เอาไว้ยึดเกาะต้นไม้ใบไม้

ลักษณะสำคัญของหิ่งห้อย

 

กลไกการเปล่งแสงของหิ่งห้อย

 

อวัยวะที่ทำให้เกิดแสงของหิ่งห้อย อยู่ด้านใต้ของปล้องท้อง สองปล้องสุดท้ายในตัวผู้ และ สามปล้องสุดท้ายในตัวเมีย ภายในปล้องมีเชลล์ขนาดใหญ่เรียกว่า โฟโตไรด์ ( photocytes ) อยู่จำนวน 7000-8000 เชลล์เรียงกันอยู่เป็นกลุ่มรูปทรงกระบอก หลายกลุ่มภายใต้ผนังลำไส้ใส เซลล์โฟโตไซต์จะเป็นที่ทำให้เกิดแสง มีท่ออากาศและเส้นประสาท เข้าไปหล่อเลี้ยงจำนวนมาก ถัดเข้าไป ภายในเป็นชั้นของผลึกพวกสาร ยูเรต ขนาดเล็กละเอียด ทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง การให้กำเนิดแสงเป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเชลล์ มีการผลิตแสง โดยการไม่ใช้พลังงานความร้อน ภายใต้การควบคุมงานของ สารที่เรียกว่า เอ็นไซม์ มีผลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเชลล์ และการหมุนเวียนพลังงาน เอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องคือ ลูซิเฟอรัส จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสาร ลูซิเฟอริน ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยา ที่ต้องการแก๊ซออกซิเจน ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาการเผาไหม้ภายในเชลล์ อวัยวะที่ทำให้เกิดแสงของหิ่งห้อย อยู่ด้านใต้ของปล้องท้องสองปล้องสุดท้ายในตัวผู้ และ สามปล้องสุดท้ายในตัวเมีย ภายในปล้องมีเชลล์ขนาดใหญ่เรียกว่า โฟโตไรด์ ( photocytes ) อยู่จำนวน 7000-8000 เชลล์เรียงกันอยู่เป็นกลุ่มรูปทรงกระบอกหลายกลุ่มภายใต้ผนังลำไส้ใส เซลล์โฟโตไซต์จะเป็นที่ทำให้เกิดแสง มีท่ออากาศและเส้นประสาท เข้าไปหล่อเลี้ยงจำนวนมาก ถัดเข้าไปภายในเป็นชั้นของผลึกพวกสาร ยูเรต ขนาดเล็กละเอียด ทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง การให้กำเนิดแสงเป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเชลล์ มีการผลิตแสงโดยการไม่ใช้พลังงานความร้อน ภายใต้การควบคุมงานของ สารที่เรียกว่าเอ็นไซม์ มีผลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเชลล์ และการหมุนเวียนพลังงาน เอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องคือ ลูซิเฟอรัส จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสาร ลูซิเฟอริน ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาที่ต้องการแก๊ซออกซิเจน ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบปฏิกิริยาการเผาไหม้ภายในเชลล์

 

Disclaimer

กลไกควบคุมการเรืองแสงของหิ่งห้อย

 

การเปรียบเทียบปฏิกิริยาการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต (bioluminescence) และการเรืองแสงในระบบสิ่งไร้ชีวิต มีข้อแตกต่างสำคัญก็คือ การเรืองแสงในระบบสิ่งไร้ชีวิตเป็นผล ของการเปลี่ยนแปลงความร้อนหรือกระแสไฟฟ้าหรือการสั่นสะเทือนของอณู ส่วนการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตเป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ มีการผลิตแสงที่ไม่มีพลังงานความร้อน และสีที่ปรากฏพบใน สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว จะเป็นแสงสี (น้ำเงินเขียว) ถึงช่วงคลื่นประมาณ 0.0000565 ซม. สีเขียวปนเหลือง จะพบในสัตว์หิ่งห้อย มีชั่งคลื่น 0.0000614 ซม. สีแดง พบในสัตว์พวกหนอนรถไฟ

การเรืองแสงในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จะเกิดขึ้นภายใต้สภาวะ แวดล้อมต่างกัน มีส่วนให้ต่างกันในเรื่องแง่ของ สี แสง ตำแหน่ง ช่วงเวลา และจังหวะการเรืองแสง แต่การเรืองแสงในสิ่งมีชีวิทุก ชนิดเป็นปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ ภายใต้การควบคุมงานของสาร ที่เรียกว่า เอ็นไซม์ปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ที่มีสิ่งมีชีวิตมีผลสำคัญ คือเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเซลล์ การหมุนเวียนพลังงาน ในปฏิกิริยาการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต เอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้อง คือ ลูซิเฟอรัส จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสารลูซิเฟอริน ปฏิกิริยานี้ เป็นปฏิกิริยาที่ต้องการก๊าซออกซิเจนเพื่อไปทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงแบบปฏิกิริยาเผาไหม้ภายในเซลล์ ในกรณีนี้เป็นการเกิดของ พลังงานแสงภายในเซลล์ของสัตว์แต่ละชนิดที่สามารถเรองแสงได้

แสงที่เกิดขึ้นจึงเป็นพลังงานที่ถูกเปลี่ยนมาจากพลังงานที่เกิดจาก ปฏิกิริยาเคมีที่อาจเกิดได้ในหลอดแก้วที่มีเอ็นไซม์และวัตถุดิบลูซิเฟอริน ที่สกัดจากเซลล์เรืองแสง ก๊าซออกซิเจนและ ATP ซึ่งเป็นสารประกอบ ที่มีพลังงานสูง พบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั่วไป แสงที่เกิดจากการ ใช้ ATP จากเซลล์ปกติจะมีความเข้มมากกว่าแสงเรืองที่เกิดในการ ใช้ ATP จากเซลล์มะเร็ง ข้อแตกต่างนี้นอกจากจะแสดงกลไกของปฏิ กิริยาการเรืองแสงแล้ว ยังให้ความหวังว่าอาจใช้การวัดความเข้มของแสงที่ได้รับเป็นดรรชนีในการวินิจฉัยสภาพของเซลล์ในการตรวจสอบมะเร็งได้

สรุปจากการเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่มีการเรืองแสง ตั้งแต่จุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่มีเซลล์เดียวกัน จนถึงพวกที่มีกระดูกสันหลัง และ ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดพบว่า เป็นปฏิกิริยาชีวเคมีแบบเดียวกันซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ต้องใช้ออกซิเจนไปทำปฏิกิริยากับสารในเซลล์ โดยการควบคุมของเอ็นไซม์ และ จะปล่อยพลังงานในรูปของแสง การเกิดวิวัฒนาการของขบวนการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตนี้จึงสันนิษฐานว่าเป็นขบวนการเริ่มแรกที่เกิดขึ้นในโลกโดยเฉพาะปัจจุบันนี้เริมมีการผลิตออกซิเจนโดยขบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชสีเขียวและเป็นขบวนการระยะเดียวกับที่มีการหายใจโดยการใช้ก๊าซออกซิเจน การผลิตแสงเป็นการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่รอดตายจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติและอยู่มาได้จนถึงปัจจุบันนี้

สีของแสงที่เปล่งออกมา

 

 

หิ่งห้อยมีการผลิตแสงสีเขียวเหลืองตรงปลายท้อง และมีการเปล่งแสงเป็นจังหวะ ตัวผู้ในแสงเดียวกันจะเปล่งแสงเป็นจังหวะพร้อมกัน หิ่งห้อยต่างชนิดกันจะมีจังหวะในการเปล่งแสงแตกต่างกัน ส่วนตัวเมียจะไม่เปล่งแสงก่อน แต่จะเปล่งแสงตอบก็ต่อเมื่อได้รับแสงจากตัวผู้ชนิดเดียวกัน เป็นการบอกทิศทางให้ตัวผู้บินตามมา และแสงที่เปล่งออกมาอาจจะเปลี่ยนสีได้ตามที่ที่มันอยู่

นักชีววิทยาเรียกแสงของหิ่งห้อยว่าแสงเย็น (cold light) ทั้งนี้เพราะ กระบวนการปล่อยแสงจากตัวหิ่งห้อยให้ความร้อนไม่มากตมปกติหลอดไฟทั่วไป เวลลารับกระแสไฟมันจะแปลงไฟฟ้า 90% ของพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานความร้อน และแปลงพลังงาน 10% ที่เหลือเป็นแสงสว่าง ดังนั้น เวลาที่เราเปิดไฟทิ้งไว้เป็นเวลานาน ๆ หลอดไฟจึงร้อน แต่ในกรณีหิ่งห้อยมันแปลง 90% ของพลังงานเคมีในร่างกายเป็นแสง แสงพลังงานอีก 10% ที่เหมือนเป็นพลังงานความร้อน ดังนั้นอุณหภูมิของหิ่งห้อยจึงไม่สูง

แหล่งที่อยู่อาศัย

 

เนื่องจากหิ่งห้อย มักจะออกหากินในเวลากลางคืน และหลบซ้อนตัวในเวลากลางวัน ส่วนใหญ่หิ่งห้อยอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือตามพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้หนองน้ำ หรือลำธารที่มีน้ำใสสะอาด และที่สำคัญตรงนั้นต้องเป็นน้ำนิ่ง ตลอดจนบริเวณป่าโกงกาง ชายฝั่งทะเล ในระยะตัวเต็มวัยหิ่งห้อยมักเกาะอยู่ตามต้นลำพู และต้นลำแพนโพทะเล ต้นฝาก ต้นแสม ต้นสาคู และต้นเหงือกปลาหมอ โดยเฉพะป่าชายเลน ที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ ชาวบ้ายมักจะเรียกต้นไม้ที่มีหิ่งห้อยเกาะว่า " โกงกางหิ่งห้อย '' หิ่งห้อยที่เราเห็นบินวอนตามพุ่มไม้ส่วนใหญ่มักเป็นตัวผู้ส่วนหิ่งห้อยตัวเมียนั้น ชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้

จากการที่หิ่งห้อย ชอบอาศัยตามแหล่งน้ำที่สะอาด ในช่วงวัยที่เป็นหนอนหิ่งห้อย ทำให้หิ่งห้อยเป็นตัวที่บงบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือ เสื่อมโทรมของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ทำไมหนอหิ่งห้อยจึงกะพริบแสง

 

 

หิ่งห้อยกะพริบแสงเพราะใช้สื่อสารกับเพศตรงข้าม (ตัวเมีย)เพื่อบอกความพร้อมในการสืบพันธ์ โดยที่ตัวผู้จะเป็นฝ่ายกะพริบสงก่อน หากตัวเมียมันเห็นลีลาการกะพริบแสงแล้วมันพอใจ ตัวเมียก็จะกะพริบแสงตอบ เพื่อให้ตัวผู้รู้ว่าอยู่ที่ไหนจะได้บินไปหาถูกนั้นเอง คุณอาจคิดว่าหิ่งห้อยมีหลายร้อยตัว ยิ่งเมื่อรวมกันเป็นฝูงแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแสงจากตัวใดกะพริบกะต้วใด

หิ่งห้อยแต่ละชนิดนั้นมันจะมีลีลาในการกะพริบแสงที่แต่ต่างกันอาทิเช่น การกะพริบแสงช้าเร็วต่างกัน และลีลาการเปล่งออกมาของหิ่งห้อยอาจเป็นไปตาม สิ่งแวดล้อมที่มันอยู่มันจึงรู้ว่าตัวใดกะพริบตอบนั้นเอง

วิวัฒนาการเรืองแสงของหิ่งห้อย

 

การเรืองแสงในระบบสิ่งมีชีวิต จะมีข้อแตกต่างสำคัญก็คือ การเรืองแสงในระบบสิ่งไร้ชีวิต เป็นผลของการเปลี่ยนแปลง ความร้อนกระแสไฟฟ้า หรือการสั่นสะเทือนของอณูส่วนการเรือง แสงของสิ่งมีชีวิต เป็นผลจากปฏิกิริยาชีวเคมีที่อยู่ภายในเซลล์ที่มีการผลิต แสงที่ไม่มีพลังงานความร้อนเลย สีที่พบในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวจะเปล่งแสง ในช่วงคลื่น 0.000048 - 0.000050 ซม. จะมีสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินปนเขียว ถึงประมาณ 0.0000565 ซม.สีเขียวปนเหลือง เช่น ในหิ่งห้อยจะมีถึง 0.000641 ซม.จะเป็นสีแดง และพวกหนอนรถไฟ เป็นต้น

การเรืองแสงของสิงมีชีวิตจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ไม่ว่าในแง่ แสง สี ตำแหน่ง และช่วงเวลา จังหวะการเรืองแสงเป็นปฏิกิริยาชีวเคมีภาในเซลล์ที่มีชีวิต

การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารในเซลล์ การหมุนเวียนพลังงาน ปฏิกิริยาการเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตนั้นจะมีเอ็นไซม์ตัวหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นก็คือ ลูซิเฟอรัส เจ้าตัวนี้มันจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสาร ลูมิเฟอริน และปฏิกิริยานี้อาศัยออกซิเจน ไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบการเผาไหม้ ภายในเซลล์ แตกต่างกันที่พลังงานที่ผลิตขึ้นมาในกรณีนี้จะเป็นพลังงานแสง

วิวัฒนาการเกิดขบวนการเรืองแสงนี้เป็นขบวนการที่เกิดในระยะแรกเริ่มของโลด เฉพาะยุคที่โลก มีการผลิตออกซิเจน โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง แสงของพืชสีเขียวเป็นขบวนการที่เกิดระยะเดียวกับที่มีคนหายใจ โดยใช้ออกซิเจน การผลิตแสงนั้นเป็นการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตบางชนิด เพื่อให้มีการลอดพ้นจากภัยธรรมชาติ และสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในการปรับตัวแบบนี้ ก็ส่งเสริมการสืบพันธ์ และการมีชีวิตรอดจากศัตรูจนในที่สุดสามารถขยายพันธ์ สืบต่อสายพันธ์ของมันต่อไปได้

 

 

การค้นพบหิ่งห้อยครั้งแรก

 

 

เมื่อเอยชื่อของหิ่งห้อยขึ้นมา หลายคนคงจะรู้จักกันดี หิ่งห้อยหรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าแมงแสงลักษณะของมันที่ ชอบเปล่งแสงอกมานั้นเอง ดร. องุ่น ลิ่ววานิช นักชีววิทยาได้ ให้ความหมายของหิ่งห้อยว่า "เป็นแมลงพวกด้วงปีกแข็งที่มีขนาดเล็ก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Luciola substriata (Gorh) " ในตอนกลางคืนที่มืดสนิท เราสามารถมองเห็นแสงของหิ่งห้อย ได้ไกลถึงหลายเมตร และจะมองเห็นอย่างสวยงามมากขึ้นเมื่อ มองเห็นแสงจากฝูงหิ่งห้อย

หิ่งห้อยนั้นมีลำตัวยาวตั้งแต่ 2-25 มิลิเมตร ลำตัวของมันเป็นรูปทรงกระบอก อวัยวะที่มามารถเปล่งแสงได้ของมันอยู่ที่ส่วนล่างตอนท้ายของลำตัว หิ่งห้อยจักเป็นแมลงในวงศ์ Lampyridae อันดับ Coleptera หิ่งห้อยสามารถกะพริบแสงได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย หิ่งห้อยขยายพันธ์ โดยการว่างไข่เป็นฟองเดียวหรือเป็นกลุ่มก็ได้ เมื่อไข่ฝักเป็นตัว 4-5 วัน จึงเข้าเป็นดักแด้ แล้วออกมาเป็นตัวเต็มวัยวงจรชีวิตของ หิ่งห้อยใช้เวลาทั้งสิ้น 3-12 เดือนแล้วแต่ชนิดของหิ่งห้อย

นักชีววิทยาประมาณว่า โลกนี้มีหิ่งห้อยราว 2,000 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น โพทูรัสไพราลิส และพีเฟนชิลวานิคัส เป็นแมลงที่พบ ทั่วไปทั่ว เอเชีย ยุโรป และอเมริกา หิ่งห้อยเป็นแมลงที่ ชอบออกหากินในเวลากลางคืน และหลบซ้อนตัวในเวลากลางวัน เหมือนค้างคาว ดังนั้นเราจึงเห็นหิ่งห้อยกะพริบแสง ในเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ หิ่งห้อยชอบเกาะอยู่ตามต้นลำพู ต้นเหงือกปลาหมอ ต้นโกงกาง ต้นลำแพน ต้นแสน และต้นสาคู

กลไกการเปล่งแสงของหิ่งห้อย

 

ความสำคัญของหิ่งห้อย

เนื่องจากหิ่งห้อยกะพริบแสงโดยเกิดจากกระบวนการทางเคมี โดยในปล้องแสงของหิ่งห้อยมีสารลูซิเฟอริน ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน โดยมีสารเร่งปฏิกิริยาลูซิเฟอเรส รวมทั้งได้รับพลังงาน ATP ซึ่งเป็นโปรตีน ที่ให้พลังงานในเชลล์จึงเป็นแนวทางในการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ในเรื่องของการลุกไหม้ต้องอาศัยออกซิเจนเป็นตัวช่วย แสงยังสามารถ ใช้เป็นตัวบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ ได้เป็นอย่างดีเพราะ ตามนิสัย ของหิ่งห้อยชอบอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้หนองน้ำ หรือลำธาร ที่เป็นน้ำใสสะอาด โดยเฉพาะป่าชายเลน

 

คุณสมบัติของหิ่งห้อย

 

( มนุษย์ต้องประดิษฐ์หลอดไฟให้แสงสว่าง แต่หิ่งห้อยนั้นสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวมันเอง)

1. แสงของหิ่งห้อยนั้น มีระดับแสงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ และมีลักษณะเป็นแสงเย็น ซึ่งมีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นเพียง 10% จึงต่างจากหลอดไฟทั่วไปที่ปล่อยพลังงานความร้อนออกมาถึง 95% จึงได้มีผู้ที่พยายามศึกษาปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในหิ่งห้อย เพื่อออกแบบการผลิตแสง ที่ไม่สิ้นเปลืองขึ้นมาใช้ในอนาคต

2. หิ่งห้อยจะมีการกะพริบแสงทุก ๆ 24 ชั่วโมง เหมือนมันมีนาฬิกาใจในตัว เพราะเวลาที่เรานำหิ่งห้อยมาขังไว้ในห้องมืดที่ไม่มีแสงเลย ก็จะเห็นว่า ในทุก ๆ 24 ชั่วโมงมันจะกะพริบแสง ทั้ง ๆ ที่มันไม่รู้เลยว่า ขนาดนั้นเป็นเวลาอะไร

3. หิ่งห้อยมีเซลล์ สองเซลล์ที่ใช้ในการสื่อสารซึ่งมรสองเซลล์คือ เซลล์ประสาท (octopamine) และเซลล์แสง (phtocyte) ซึ่งสามารถใช้ในการติดต่อสื่อสารกันด้วยแก๊ส No ซึ่งในตัวหิ่งห้อยก็มีอยู่เช่นเดียวกัน เพื่อจะได้ติดต่อสื่อสารกับตัวอื่น ๆได้

4. แสงจากหิ่งห้อยสามารถใช้เป็นตะเกียง ให้แสงสว่างได เพราะในอดีตคนจีนโบราณ และคนบราซิลที่ยากจน มักจะจับหิ่งห้อยใส่ในขวดแก้ว เพื่อใช้เป็นตะเกียง พบว่าหิ่งห้อยที่โตเต็มที่ประมาณ 6 ตัวสามารถให้แสงสว่างที่เพียงพอ เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือ ในเวลากลางคืนได้ คนญี่ปุ่นในสมัยก่อนก็นิยมใช้ตะเกียงหิ่งห้อยเช่นเดียวกัน

5. นอกจากจะนำมาใช้เป็นตะเกียงแล้ว ชาวบ้านที่ยากจน ก็นิยมจับหิ่งห้อยมาใส่กรงกระดาษเล็ก ๆ เพื่อนำมาติดเป็นตุ้มหู

http://www.school.net.th/library/webcontest2003/100team/dlnes041/index.html