ขมิ้น...

ลักษณะทางพฤษศาสตร์
ขมิ้นเป็นพืชในตระกูลชิงจิเบอราซีอี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เคอร์คูมา ลองกา (Curcuma longa L) เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดินเช่นเดียวกับขิงและไพล โดยมากนักจะเรียกส่วนที่เป็นลำต้นนี้ว่าเหง้า ลำต้นส่วนที่เหนือดินมีความสูง ประมาณ 1 เมตร ใบมีขนาดยาว 2-3 ฟุต ปลายใบมน ใบมีสีเขียว ดอกมีสีขาวแกมเหลือง ขมิ้นมักจะขึ้นรวมกันอยู่เป็นกอๆ ส่วนเหง้าจะมีเนื้อ สีเหลืองจัด ถ้าเจริญในดินปนทรายจะให้เหง้ามากกว่าปลูกในดินธรรมดา เจริญได้ดีในฤดูฝน

ขมิ้นเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศในแถบเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และแพร่กระจายไปสู่แถบต่างๆ มีบันทึกไว้ว่า มาร์โค โปโล (Marco Polo) ได้นำไปปลูกในจีน เมื่อ พ.ศ.1280 จากนั้นจึงแพร่เข้าสู่ยุโรป และส่วนอื่นๆ ของโลกในปัจจุบันนี้ขมิ้นมีปลูกกันมากในอินเดีย (โดยเฉพาะเมืองมัดราส บอมเบย์ และเบงกอล) ลังกา ภาคใต้ของจีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไฮติ เปรู และจาไมกา

ใน แต่ละปีประเทศต่างๆ ผลิตขมิ้นได้ประมาณ 160,000 ตัน ในจำนวนนี้ผลิตจากอินเดียและบังคลาเทศถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สำหรับในอินเดียนั้นมีความต้องการขมิ้นเป็นอย่างมาก ขมิ้นที่ผลิตได้ในแต่ละปีจะนำไปใช้ ภายในประเทศมากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำไปขายยังสหรัฐอเมริกา ศรีลังกา และญี่ปุ่น


ประโยชน์
ขมิ้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันมานานแล้ว โดยนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย จากหลักฐานที่ค้นพบกล่าวว่า ขมิ้นได้มีใช้กันในชาวแอสซีเรียน (Assyrian) ตั้งแต่ 600 ปีก่อนพุทธศักราช การใช้ขมิ้นส่วนใหญ่ จะใช้เป็นเครื่องแต่งกลิ่น รสและสีในอาหารหลายชนิด เช่น แกงกะหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำไปใช้เป็นยาอีกด้วย เช่น เป็นยาลดกรด ขับลมแก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลลง ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับน้ำเหลือง ใช้รักษารอบเดือนไม่ปกติ น้ำที่ได้จากขมิ้นนำมารักษาโรคผิวหนัง หรือนำมาพอกแก้ปวดตามข้อได้ แก้โรคตา แก้บิดปวดท้อง แก้ดีซ่าน แก้ท้องร่วง นำส่วนเหง้าไปต้มให้สุก แล้วบดให้ละเอียด นำไปทาแก้โรคผิวหนัง ทาตามซอกอับในร่างกายเพื่อบำบัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา เหง้าขมิ้นกินแก้โรคภายในทั้งปวง แก้เสมหะ นำขมิ้นไปต้มกับน้ำนมและน้ำตาลใช้รับประทาน เพื่อป้องกันและรักษาไข้หวัด นอกจากนี้ยังนำไปใช้รักษาแผลสดและทำลายพยาธิได้

นอกจากจะใช้ประโยชน์จากขมิ้นดังกล่าวแล้ว ยังนำไปใช้เป็นสีย้อมและเครื่องสำอางอีกด้วย การใช้เป็นสีย้อมจะพบมากในอินเดีย จีนและบางส่วนของยุโรป ส่วนการใช้เป็นเครื่องสำอางนั้น จะพบมากในแถบตอนใต้ของเอเชีย และในหลายประเทศแถบตะวันออกไกล โดยใช้ขมิ้นทาผิวหน้า จะทำให้มีผิวนุ่มนวล ในมาเลเซียใช้ขมิ้นผสมน้ำสำหรับใช้อาบเพื่อให้ร่างกายสะอาด ในอินเดียใช้ทาที่ผิวหนังของผู้หญิงเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก จากการศึกษาต่อมาพบว่าขมิ้นยังมีผล ต่อการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอีกด้วย โดยจะทำให้สายของโครมาติกแยกออกจากกัน เกิดการแตกหัก และถูกทำลายในที่สุด

สารเคมีที่สำคัญ
สารเคมีที่พบในขมิ้นนั้นจะพบในส่วนของน้ำมันหอมระเหยเป็นสำคัญ โดยทั่วไปแล้วขมิ้น จะมีน้ำมันหอมระเหยตั้งแต่ 2-6 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันมีสีเหลืองและเรืองแสงได้เล็กน้อยสารเคมีที่พบมากที่สุดคือ เทอร์มีโรน (termerone) ประมาณ 58-59 เปอร์เซ็นต์ สารนี้มีสูตรโมเลกุลเป็น C15 H22 O รองลงมาได้แก่ ซิงจิเบอรีน (zingiberene) 25 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังพบสารต่างๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ ซาบินีน (sabinene), บอร์นีออล (borneol) , ซินีออล (cineol) , เทอร์พีรอล (termerol) , เคอร์คูโมน (curcumone) และฟิลแลนดรีน (phellandrene)


พิมพ์

ส่งหาเพื่อน


<<<กลับ

 

 

 

 

 

 

 
ขมิ้น...

ลักษณะทางพฤษศาสตร์
ขมิ้นเป็นพืชในตระกูลชิงจิเบอราซีอี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เคอร์คูมา ลองกา (Curcuma longa L) เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดินเช่นเดียวกับขิงและไพล โดยมากนักจะเรียกส่วนที่เป็นลำต้นนี้ว่าเหง้า ลำต้นส่วนที่เหนือดินมีความสูง ประมาณ 1 เมตร ใบมีขนาดยาว 2-3 ฟุต ปลายใบมน ใบมีสีเขียว ดอกมีสีขาวแกมเหลือง ขมิ้นมักจะขึ้นรวมกันอยู่เป็นกอๆ ส่วนเหง้าจะมีเนื้อ สีเหลืองจัด ถ้าเจริญในดินปนทรายจะให้เหง้ามากกว่าปลูกในดินธรรมดา เจริญได้ดีในฤดูฝน

ขมิ้นเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศในแถบเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และแพร่กระจายไปสู่แถบต่างๆ มีบันทึกไว้ว่า มาร์โค โปโล (Marco Polo) ได้นำไปปลูกในจีน เมื่อ พ.ศ.1280 จากนั้นจึงแพร่เข้าสู่ยุโรป และส่วนอื่นๆ ของโลกในปัจจุบันนี้ขมิ้นมีปลูกกันมากในอินเดีย (โดยเฉพาะเมืองมัดราส บอมเบย์ และเบงกอล) ลังกา ภาคใต้ของจีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไฮติ เปรู และจาไมกา

ใน แต่ละปีประเทศต่างๆ ผลิตขมิ้นได้ประมาณ 160,000 ตัน ในจำนวนนี้ผลิตจากอินเดียและบังคลาเทศถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สำหรับในอินเดียนั้นมีความต้องการขมิ้นเป็นอย่างมาก ขมิ้นที่ผลิตได้ในแต่ละปีจะนำไปใช้ ภายในประเทศมากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำไปขายยังสหรัฐอเมริกา ศรีลังกา และญี่ปุ่น


ประโยชน์
ขมิ้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันมานานแล้ว โดยนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย จากหลักฐานที่ค้นพบกล่าวว่า ขมิ้นได้มีใช้กันในชาวแอสซีเรียน (Assyrian) ตั้งแต่ 600 ปีก่อนพุทธศักราช การใช้ขมิ้นส่วนใหญ่ จะใช้เป็นเครื่องแต่งกลิ่น รสและสีในอาหารหลายชนิด เช่น แกงกะหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำไปใช้เป็นยาอีกด้วย เช่น เป็นยาลดกรด ขับลมแก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลลง ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับน้ำเหลือง ใช้รักษารอบเดือนไม่ปกติ น้ำที่ได้จากขมิ้นนำมารักษาโรคผิวหนัง หรือนำมาพอกแก้ปวดตามข้อได้ แก้โรคตา แก้บิดปวดท้อง แก้ดีซ่าน แก้ท้องร่วง นำส่วนเหง้าไปต้มให้สุก แล้วบดให้ละเอียด นำไปทาแก้โรคผิวหนัง ทาตามซอกอับในร่างกายเพื่อบำบัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา เหง้าขมิ้นกินแก้โรคภายในทั้งปวง แก้เสมหะ นำขมิ้นไปต้มกับน้ำนมและน้ำตาลใช้รับประทาน เพื่อป้องกันและรักษาไข้หวัด นอกจากนี้ยังนำไปใช้รักษาแผลสดและทำลายพยาธิได้

นอกจากจะใช้ประโยชน์จากขมิ้นดังกล่าวแล้ว ยังนำไปใช้เป็นสีย้อมและเครื่องสำอางอีกด้วย การใช้เป็นสีย้อมจะพบมากในอินเดีย จีนและบางส่วนของยุโรป ส่วนการใช้เป็นเครื่องสำอางนั้น จะพบมากในแถบตอนใต้ของเอเชีย และในหลายประเทศแถบตะวันออกไกล โดยใช้ขมิ้นทาผิวหน้า จะทำให้มีผิวนุ่มนวล ในมาเลเซียใช้ขมิ้นผสมน้ำสำหรับใช้อาบเพื่อให้ร่างกายสะอาด ในอินเดียใช้ทาที่ผิวหนังของผู้หญิงเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก จากการศึกษาต่อมาพบว่าขมิ้นยังมีผล ต่อการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอีกด้วย โดยจะทำให้สายของโครมาติกแยกออกจากกัน เกิดการแตกหัก และถูกทำลายในที่สุด

สารเคมีที่สำคัญ
สารเคมีที่พบในขมิ้นนั้นจะพบในส่วนของน้ำมันหอมระเหยเป็นสำคัญ โดยทั่วไปแล้วขมิ้น จะมีน้ำมันหอมระเหยตั้งแต่ 2-6 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันมีสีเหลืองและเรืองแสงได้เล็กน้อยสารเคมีที่พบมากที่สุดคือ เทอร์มีโรน (termerone) ประมาณ 58-59 เปอร์เซ็นต์ สารนี้มีสูตรโมเลกุลเป็น C15 H22 O รองลงมาได้แก่ ซิงจิเบอรีน (zingiberene) 25 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังพบสารต่างๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ ซาบินีน (sabinene), บอร์นีออล (borneol) , ซินีออล (cineol) , เทอร์พีรอล (termerol) , เคอร์คูโมน (curcumone) และฟิลแลนดรีน (phellandrene)


พิมพ์

ส่งหาเพื่อน


<<<กลับ

 

 

 

ฟ้าทะลายโจน

ชื่อวิทยาศาสตร Andrographis paniculata wall . ex nees.

ชื่อวงศ์ Acanthaceae

ชื่ออื่นๆ ฟ้าทลาย น้ำลายพังพอน หญ้ากันงู (สงขลา ) สามสิบดี ฟ้าสะท้าน เมฆทะลาย (ภาคกลาง)คีปังฮี (ปัตตานี) ชวงชิมน้อย โข่งเช่า

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

์ฟ้าทลายโจนเป็นพืชล้มลุก สูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งเล็กด้านข้างจำนวนมาก ใบสีเขียว ตัวใบรียาว ปลายแหลม ดอกขนาดเล็ก สีขาวมีรอยกระสีม่วงเป็นหลอดปลายแยก 5 กลีบ เป็นรูปปากบนและล่าง ผลรูปกระสวยกลมยาวเรียวสีเขียว เมื่อแก่จะแตกออกเป็นสองซีก ปลูกเป็นไม้ประดับ และทำเป็นยา เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน คล้ายฝักต้อยติ่ง ต้นและใบมีรสขมมาก ฟ้าทะลายโจนนับเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมากในจีน อินเดีย และชวามานานแล้ว อีกทั้งได้มีการวินิจฉัยสรรพคุณและความเป็นพิษ ทั้งในสัตว์ทดลองและคนไข้

สรรพคุณทางยา แก้ไข้ลำต้น แก้หวัด แก้ต่อมทอลซิลอักเสบ แก้ปอดอักเสบ แก้บิด แก้ท้องเดิน แก้ไส้ติ่งอักเสบ ลดความดันโลหิต แก้เจ็บคอ แก้อาการปวดท้อง จุกเสียดแน่น ลดไข้เนื่องจากหวัด เคลือบแผลในกระเพาะอาหาร โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน แก้ท้องเสีย

  • วิธีใช้และการรักษา
  • นายแก้ว มีพวกมากใช้เป็นยาต้มใช้ใบฟ้าทลายโจนสด 1-3กำมือต้มกับน้ำ4ส่วนเอา 1ส่วนนาน 10-15นาทีดื่มก่อนอาหารวันละ3ครั้งหรือเวลามีอาการใช้ดื่มแก้เจ็บคอ
  • นำใบฟ้าทลายโจนสด ล้างให้สะอาด พึ่งลมให้แห้งบดเป็นผงให้ละเอียด ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นเม็ดยาลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง เก็บไว้ในขวดเแห้งและมิดชิดรับประทานครั้งละ4-10 เม็ด วันละ 3-4ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอนแก้อาการท้องเดิน
  • นายวิโรจน์ บรรลือพืช ใช้ฟ้าทะลายโจนต้มทั้งต้น ผสมกับ เบญจมาศสวน ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ลดความดันเลือด
  • นายหนูกลั่น เพร็ชทอง ใช้ใบ 1 กำมือ เติมเกลือ 3 เม็ดตำรวมกัน เติมน้ำและเหล้าขาวเล็กน้อย กินน้ำที่คั้นได้และใช้กากพอกฝี เมื่อพอกใหม่ๆจะรู่สึกปวดเล็กน้อย
  • นายหิ้น สุขแก้ว ตำต้นฟ้าทลายโจนให้ละเอียด ผสมกับเอทานอลใช้เป็นยาทากันยุง
      • ผู้ให้ภูมิปัญญา
      • นายแก้ว มีพวกมาก ที่อยู่ 41/2 หมู่ 4 ต.ไทยบุรี อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช อาชีพทำสวน แพทย์แผนโบราณ
      • นายวิโรจน์ บรรลือพืช ที่อยู่ 136 หมู่ 4 ต. บ้านเกาะ อ. พรหมคีรี จ. นครศรีธรรมราช แพทย์แผนโบราณ
      • นายหิ้น สุขแก้ว ที่อยู่ 2หมู่ ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช อาชีพทำสวน
      • นายหนูกลั่น เพรชทอง ที่อยู่ 57 หมู่ 4 ต.ท่าขึ้น อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช อาชีพทำสวนยาง
  • ข้อดีของสมุนไพร ฟ้าทลายโจน มีฤทธิ์รักษาโรคได้หลายโรค
  • ข้อเสียของสมุนไพร ทำลายจุลชีพที่มีประโยชน์ ในกระเพาะมากไปผู้ที่ความดันต่ำเป็นโรคหัวใจไม่ควรใช้