มรดกจากแม็กซ เวเบอร์
นักคิดทั้งสองนี้เชื่อว่ามีพลังบางอย่างอยู่นอกการกระทําของบุคคลและมีส่วนทําให้เกิดความหมายวัฒนธรรมและโครงสร่างความสัมพันธ์ทางสังคม อย่างไรก็ตาม แนวคิดของเดอไคม์และมาร์กซ์ ไม่มีพื้นที่ให้กับการสร้างสรรค์ของมนุษย์ และถูกวิจารณ์ให้ความสําคัญแต่พลังจากภายนอก
ในทางตรงข้าม
เม็กซ์ เวเบอร์ นักคิดชาวเยอรมันให้ความสําคัญกับการกระทําของบุคคลในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์รูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรม งานของเวเบอร์จึงถูกมองว่าเป็นงานศึกษาแบบ ideational ให้ความสนใจต่อความคิด ตรงข้ามกับการศึกษาของมาร์กซ์ที่สนใจเรื่องวัตถุ อย่างไรก็ตามการศึกษาของเวเบอร์ที่สนใจเรื่องปัจเจกบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ทําให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตในสังคม การศึกษาของเวเบอร์มีการวิเคราะห์พลังของความคิดและวัตถุ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการศึกษาทางมานุษยวิทยาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมืองและโพสมอเดิร์นในทศวรรษที่ 1970-1980

งานศึกษาสําคัญของเวเบอร์ 2 เรื่อง คือ
The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism(1920) และ The Sociology of Religion(1922) เวเบอร์อธิบายพัฒนาการของสังคมในช่วงเวลาต่างๆ ถึงแม้ว่าเวเบอร์จะมีความคิดแบบทฤษฎีวิวัฒนาการ แต่เวเบอร์ก็คิดไม่เหมือนเอ็ดเวิร์ด ไทเลอร์ และลิวอิส เฮนรี มอร์แกน แต่เวเบอร์ไม่ได้คิดว่าวิวัฒนาการทางสังคมไม่มีลําดับขั้นที่ตายตัว เวเบอร์เชื่อว่าในแต่ละยุคสมัยจะมีความเชื่อที่แตกต่างกัน วิวัฒนาการจึงมีแนวทางที่ไม่เหมือนกันและทําให้มนุษย์มีความแตกต่างหลากหลาย อย่างไรก็ตามเวเบอร์ก็ยังคิดแบบชาวตะวันตกที่ยึดสังคมของยุโรปเป็นบรรทัดฐาน
หลักคิดของเวเบอร์ เชื่อว่าสังคมที่ซับซ้อนเกิดมาจากแบ่งหน้าที่การทํางานที่หลากหลายของบุคคล หน้าที่การทํางาน ทําให้เกิดการแบ่งฐานะสูงต่ําทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งนําไปสู่ความไม่เสมอภาคของบุคคล ความไม่เท่าเทียมระหว่างชนชั้นนํา ชนชั้นทหาร กับชนชั้นพ่อค้าและช่างฝีมือ ทําให้เกิดความแปลกแยก พ่อค้าและชาวบ้านจะรู้สึกโดดเดี่ยวจากอํานาจและเศรษฐกิจ ความขัดแย้งและไม่ลงรอยระหว่างชนชั้นจะปรากฎให้เห็นในความคิดทางศาสนา
ประเด็นดังกล่าวนี้มีความสําคัญสําหรับเวเบอร์อย่างมาก เวเบอร์เชื่อว่าศาสนาคือเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ ชนชั้นพ่อค้ารู้สึกแปลกแยกจากชนชั้นปกครอง รู้สึกว่าตนเองไม่มีอํานาจ ทําให้เกิดความความกะวนกระวาย เกี่ยวกับการเข้าใจต่อโลก ถ้าชีวิตบุคคลเข้าถึงพรของพระเจ้าได้ แต่ทําไมโลกจึงยังมีปัญหาความไม่แน่นอนนี้ทําให้เกิดความพยายามที่จะหาทางออก เวเบอร์เรียกท่าออกนี้ว่า “การไถ่บาป” เวเบอร์เชื่อว่าการไถ่บาปจะสําเร็จได้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับโลก โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมและยึดหลักศีลธรรม
การขัดเกลาจิตใจคือหัวใจของการไถ่บาป เป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ปราศจากการทําตามใจตนเอง เวเบอร์เชื่อว่าการขัดเกลาจิตใจแตกต่างจากขัดเกลาทางร่างกาย การขัดเกลาทางร่างกายเป็นการกระทําของนักบวช หรือฤาษีที่ต้องการหนีโลก หรือหลบไปอยู่ในที่ห่างไกลจากคนอื่น การไม่ทําตามใจตนเองจะทําให้จิตใจไม่หมองมัวแม้ว่าบุคคลจะมีอยู่ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นก็ตาม บุคคลที่มีความสามารถพิเศษในการขัดเกลาจิตใจเรียกว่าศาสดาพยากรณ์ เป็นผู้ที่เข้าถึงความจริงของพระเจ้า สามารถขัดเกลาจิตใจและเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้

เวเบอร์เชื่อว่าการขัดเกลาจิตใจจะเกิดขึ้นในศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์นิกายคัลวิน ซึ่งเป็นศาสนาของพ่อค้าที่เชื่อเรื่องเหตุผลที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และพระเจ้า นักศาสนาชื่อจอห์น คัลวินถูกเชื่อว่าเป็นศาสดาพยากรณ์ และเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้มนุษยชาติ ตามความคิดของคัลวินเชื่อว่ามนุษย์ถูกลิขิตให้สร้างสวรรค์ขึ้นบนโลก โดยต้องทํางานหนักตามบัญชาของพระเจ้า มนุษย์ต้องเชื่อฟังคําสั่งของพระเจ้า ชนชั้นกลางที่เป็นพ่อค้าและช่างฝีมือจะถูกยกให้เป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามามลัทธิคัลวิน พ่อค้าและช่างฝีมือจะต้องยึดถือคําสอนของพระเจ้าเพื่อให้ชีวิตมีความสุขทั้งกายและใจ พ่อค้าแสวงหาทรัพย์สินโดยเชื่อว่าเป็นพรจากพระเจ้า วัฒนธรรมการค้าในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จะเกี่ยวข้องกับลัทธิคัลวินซึ่งทําให้เกิดการทํางานหนักเพื่อหวังสิ่งตอบแทนที่เป็นเงินทองหรือพรจากพระเจ้า ลัทธินี้ทําให้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเจริญอย่างรวดเร็วและมีอํานาจไปทั่วโลก
ความคิดของเวเบอร์เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางสังคมมีประโยชน์ต่อนักมานุษยวิทยาในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนักมานุษยวิทยาไม่ค่อยเชื่อความคิดของเดอไคม์ที่อธิบายสังคมแบบหยุดนิ่ง เมื่อไม่นานมานี้ มานุษยวิทยาก็สนใจพลังความคิดและสร้างสรรค์ของปัจเจก ซึ่งมีส่วนสร้างวัฒนธรรม ทําให้เกิดความขัดแย้งและความกลมเกลียวในวัฒนธรรม นักมานุษยวิทยาที่นําแนวคิดของเวเบอร์มาอธิบายได้แก่ แอนโธนี วอลเลซ เขียนหนังสือเรื่อง The Death and the Rebirth of theSeneca(1972) วอลเลซนําความคิดเรื่องกระบวนการฟื้นฟูศาสนามาอธิบาย โดยกล่าวว่าในช่วงที่สังคมมีวิกฤต จะมีผู้มีอํานาจวิเศษเกิดขึ้นทําให้เกิดศาสนาใหม่ และสมาชิกในสังคมเข้ามาปรองดองกัน

การศึกษาของปีเตอร์ วอร์สลีย์ เรื่อง The Trumpet Shall Sound(1968) นําความคิดของเวเบอร์มาอธิบายเกี่ยวกับชนพื้นเมืองในอินโดนีเซียและนิวกินี ซึ่งพบว่ามีศาสดาพยากรณ์เกิดขึ้นจํานวนมากในลัทธิความเชื่อแบบ cargo cults การศึกษาของวอลเลซและวอร์สลีย์มีความคล้ายคลึงกันทั้งในส่วนของบริบททางสังคมวัฒนธรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับอํานาจของอาณานิคมที่กดดันต่อวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจของคนพื้นเมือง ทําให้ระเบียบของสังคมพื้นเมืองแตกสลาย กระบวนการฟื้นฟูศาสนาของคนพื้นเมืองคือการอธิบายผลกระทบจากลัทธิอาณานิคม โดยการอ้างอํานาจวิเศษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาช่วย
รักษาสังคมให้ยอดรอดและกลมเกลียว
เช่นเดียวกับการศึกษาของยีน และจอห์น โคมารอฟฟ์ เรื่อง Of Revelation and Revolution (1991)เป็นการวิเคราะห์ลัทธิอาณานิคมในแอฟริกาใต้ อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดของเวเบอร์ทําให้เห็นมิติทางความคิดและทางวัตถุได้ดีกว่าแนวคิดแบบมาร์กซิสต์